
บริษัท แกร็บ โฮลดิ้งส์ (Grab Holdings) ปรับขึ้นคาดการณ์กำไรและยอดขายประจำปี ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า ความต้องการที่แข็งแกร่งของผู้สัญจรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังช่วยดูดซับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งมีสาเหตุมาจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง
แกร็บคาดการณ์ว่า กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายหลังปรับค่าแล้ว (adjusted EBITDA) สำหรับปีนี้จะอยู่ที่ 720-740 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ยอดขายจะสูงถึง 4.15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเมื่อเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา บริษัทเคยคาดการณ์กำไรด้วยเกณฑ์ดังกล่าวไว้สูงสุดที่ 720 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดการณ์ยอดขายไว้สูงสุดที่ 4.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งนี้ ราคาเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นได้ผลักดันให้ต้นทุนการเรียกรถรับส่งและการจัดส่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พุ่งสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบเชิงลบต่ออุปสงค์ของแกร็บที่มีฐานอยู่ในสิงคโปร์ รวมถึงคู่แข่งในธุรกิจเดียวกัน โดยบรรดาบริษัทแพลตฟอร์มต่างกำลังบรรเทาผลกระทบดังกล่าวด้วยการมอบข้อเสนอจูงใจแก่ผู้ขับขี่และผู้บริโภค แม้ว่าการทำเช่นนั้นมักเสี่ยงต่อการสร้างแรงกดดันต่ออัตรากำไรที่ค่อนข้างบางอยู่แล้วก็ตาม
หุ้นของแกร็บปรับตัวลง 26% ในปีนี้ และปรับตัวลงมากกว่า 60% นับตั้งแต่เปิดตัวเข้าสู่ตลาดหุ้นนิวยอร์กเมื่อปลายปี 2564 ทั้งนี้ บริษัทเปิดเผยว่า คณะกรรมการบริหารได้อนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนเพิ่มเติมมูลค่า 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
การแข่งขันในตลาดการเรียกรถและการจัดส่งอาหารในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นไปอย่างดุเดือด โดยคู่แข่งอย่าง โกทู กรุ๊ป (GoTo Group) รวมถึงคู่แข่งหน้าใหม่อย่าง กรีน แอนด์ สมาร์ต โมบิลิตี้ (Green & Smart Mobility JSC) ต่างกำลังแข่งขันกับแกร็บในตลาดที่มีประชากรหนาแน่น เช่น อินโดนีเซียและเวียดนาม
โดย ตนุพัฒน์ ปิยะรัตน์/กัลยาณี ชีวะพานิช





