บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการไตรมาส 2/69 ที่แข็งแกร่ง และความหวังความคืบหน้าการเจรจาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่การหมุนเวียนกลุ่มลงทุน (Sector Rotation) ของเงินทุนโลกกำลังฉุดรั้งเสน่ห์ของตลาดหุ้นไทยที่เคยร้อนแรงในช่วง 7 เดือนแรกของปีลง แนะนักลงทุนปรับกลยุทธ์เน้นกลุ่มที่อิงเศรษฐกิจในประเทศ (Domestic Play) ควบคู่กับการกระจายความเสี่ยงด้วยทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยง
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เคลื่อนไหวผสมผสาน โดยดัชนี Dow Jones ปรับตัวเพิ่มขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ (New High) ขณะที่ดัชนี S&P 500 และ NASDAQ ลดลงจากแรงเทขายทำกำไรหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และโยกเงินเข้าสู่กลุ่มอื่น (Sector Rotation)
อย่างไรก็ดี ฝ่ายวิจัย ประเมินว่าในแง่มุมของ Valuation ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังไม่ตึงตัวขึ้น เนื่องจากมีการปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรต่อหุ้น(EPS) ปี 69 เพิ่มขึ้น 13% ส่งผลให้ Forward P/E ทรงตัวที่ 22.8 เท่า ขณะที่ความเชื่อมั่นในธีม AI เริ่มมีสัญญาณฟื้น หลัง Microsoft และ Amazon รายงานงบการเงินดีกว่าคาด
ด้านปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์โลก มีสัญญาณเชิงบวกจากการเจรจาสามฝ่ายระหว่างสหรัฐฯ อิหร่าน และโอมาน เพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีความคืบหน้า โดยอยู่ระหว่างขั้นตอนสุดท้ายของการร่างข้อตกลงและคาดว่าจะได้ข้อสรุปร่วมกันในเร็ว ๆ นี้
อัปเดตหุ้นเทคฯ โลก:
- Shopify (SHOP US): รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 แข็งแกร่งเกินคาด โดยมีรายได้รวมเพิ่มขึ้น 34% YoY และกำไรต่อหุ้น (EPS) เติบโต 20% YoY ได้รับแรงผลักดันสำคัญจากการนำระบบ AI เข้ามาปรับใช้บนแพลตฟอร์มเพื่อช่วยหาลูกค้า หนุนให้ยอดขายรวมผ่านแพลตฟอร์ม (GMV) เติบโตขึ้นถึง 32% YoY แนะนำเก็งกำไรระยะสั้นใน DR: SHOP03
- SpaceX (SPCX US): ในวันนี้ (6 ส.ค.) จะสิ้นสุดระยะเวลาห้ามขายหุ้นรอบแรก (Lock-Up Period) ซึ่งจะส่งผลให้มีหุ้นปลดล็อกออกมาซื้อขายในตลาดจำนวน 911.5 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 7% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัท ฝ่ายวิจัยมองว่าประเด็นนี้จะสร้างแรงกดดันต่อราคาหุ้น จึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการลงทุนใน DR: SPACEX80 ไปก่อนชั่วคราว
ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า แม้ในช่วง 7 เดือนแรก ตลาดหุ้นไทยเคยสร้างผลตอบแทนร้อนแรงสูงถึงเกือบ 29% ขึ้นแท่นตลาดที่ให้ผลตอบแทนเป็นอันดับ 8 ของโลก แต่ปัจจุบันเสน่ห์ดึงดูดของดัชนี SET กำลังค่อยๆ ลดลงจาก 4 ปัจจัยฉุดรั้งที่สำคัญ ได้แก่:
- Momentum ใน RRG แผ่วตัวลง: ดัชนีตลาดหุ้นไทยใน Relative Rotation Graph (RRG) เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว และมีแนวโน้มเคลื่อนที่ออกจากช่วงผู้นำตลาด (Leading) ไปสู่กลุ่มอ่อนแอ (Weakening) บ่งชี้ว่าโอกาสที่หุ้นไทยจะสร้างผลตอบแทนชนะตลาดโลกอย่างต่อเนื่องเริ่มมีจำกัด
- เงินทุนต่างชาติทยอยไหลออก: บทบาทของตลาดหุ้นไทยในฐานะเป็นแหล่งพักเงิน (Safe Haven) เพื่อหลบภัยความตึงเครียดด้านสงครามในตะวันออกกลางเริ่มยุติลงหลังจากสถานการณ์ความขัดแย้งเริ่มคลี่คลาย ส่งผลให้เงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) เริ่มสลับฝั่งมาเป็นแรงขายทำกำไร
- ส่วนต่าง Bond Yield ไทยอยู่ในระดับต่ำบีบเงินบาทอ่อนค่า: แม้ Bond Yield 10 ปีของไทยจะต่ำที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกซึ่งช่วยลดต้นทุนภาคธุรกิจ แต่อีกด้านหนึ่งส่วนต่างดอกเบี้ยที่ห่างจากต่างประเทศมากเกินไปจะกดดันให้เงินบาทอ่อนค่า ทำให้นักลงทุนต่างชาติมีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญภาวะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX Loss) เมื่อแปลงเม็ดเงินกลับเป็นดอลลาร์สหรัฐ จึงลดความน่าสนใจในการดึงเงินทุนใหม่เข้ามา
- ความไม่แน่นอนทางการเมืองระยะสั้นกลับมารบกวน: ประเด็นการเปิดประชุมรัฐสภาและการพิจารณาคดีความทางการเมืองที่ค้างคา ส่งผลให้นักลงทุนเพิ่มค่าพรีเมียมความเสี่ยง (Risk Premium) และชะลอการลงทุนในระยะสั้น
สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจไทย อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) เดือน ก.ค.69 ขยายตัวเพียง +1.95% YoY ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ +2.40% สาเหตุหลักมาจากการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันในประเทศถึง -9.63% MoM ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ขยับตัวขึ้นมาที่ +1.34% YoY สะท้อนการส่งผ่านต้นทุนพลังงานในช่วงก่อนหน้าไปยังสินค้าและบริการในชีวิตประจำวัน
เมื่อมองไปข้างหน้า ฝ่ายวิจัยประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อในช่วงที่เหลือของปีจะเฉลี่ยอยู่ในระดับ 1.9-2.1% (ภายใต้สมมติฐานเงินเฟ้อรายเดือนทรงตัว 0% MoM) อยู่ในกรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ระดับ 1-3% ส่งผลให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีแนวโน้มสูงที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.0% ต่อเนื่องในการประชุมวันที่ 26 ส.ค. นี้ และลากยาวไปจนถึงสิ้นปี
ทิศทางเงินเฟ้อและดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับต่ำ ถือเป็นปัจจัยบวก (Sentiment) ต่อกลุ่มธุรกิจสินเชื่อรายย่อย (Consumer Finance) เและกลุ่มอุปโภคบริโภคและการท่องเที่ยว (Domestic Consumption) ซึ่งยังมีโอกาสได้รับอานิสงส์เพิ่มเติมจากการที่รัฐบาลพิจารณาคลอดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 และ ไทยเที่ยวไทย พลัส
แนะกลยุทธ์ “ตั้งรับ” ชูหุ้นกลุ่ม Domestic Play และการกระจายความเสี่ยงด้วยทองคำ ภายใต้สภาวะตลาดที่ Upside มีจำกัด แนะนำลดการไล่ซื้อเก็งกำไรตามดัชนี แต่เน้นกลยุทธ์แบบเจาะจงรายตัว (Selective Buy) ในหุ้นกลุ่มปลอดภัยอิงเศรษฐกิจในประเทศ (Domestic Play) ได้แก่ CPALL, CRC, DOHOME, ERW, CENTEL, BA, THAI, BDMS, BH, MTC, SAWAD, TIDLOR และควรกระจายพอร์ตการลงทุนบางส่วนเพื่อไปถือครองทองคำเพื่อป้องกันความผันผวน โดยกำหนดให้หุ้น CPALL, MTC และ THAI เป็นหุ้นเด่นประจำวัน





