
บมจ.มีสุข โซลูชั่นส์ [HAPPY26] เดินหน้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ LiVE Exchange (LiVEx) เพื่อเตรียมเสนอขาย IPO จำนวน 12.3 ล้านหุ้น ระดมทุน 35 ล้านบาท ลุยขยายอสังหาริมทรัพย์เพื่อจำหน่าย-ให้เช่า เพิ่มกำลังการผลิต และชำระคืนหนี้ เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรด้วย 4 กลยุทธ์หลัก
HAPPY26 ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวน (Filing) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 12,300,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 10.06% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมด เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ LiVE Exchange (LiVEx)
ภาพรวมธุรกิจและกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย HAPPY26 ดำเนินธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่การให้คำปรึกษา ออกแบบ งานฐานรากและโครงสร้างหลังคา การติดตั้ง ตลอดจนบริการหลังการขาย โดยมีกลุ่มลูกค้าหลักเป็น SMEs ใน 3 กลุ่มธุรกิจ
1.ธุรกิจติดตั้งโกดังและโรงงานสำเร็จรูป: รายได้หลักมาจากกลุ่มผู้ประกอบการและ SMEs คิดเป็น 76% รองลงมา คือ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง 13% และกลุ่มผู้พัฒนาโครงการ/เจ้าของที่ดิน 11%
2. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายและให้เช่า: รายได้หลักมาจากกลุ่ม SMEs 84% กลุ่มโลจิสติกส์ 14% และกลุ่มอีคอมเมิร์ซ 1%
3.ธุรกิจจัดจำหน่ายวัสดุและอุปกรณ์ก่อสร้าง: รายได้ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มผู้ประกอบการทั่วไปและ SMEs 90% และกลุ่มผู้พัฒนาโครงการ/เจ้าของที่ดิน 10%
วัตถุประสงค์การใช้เงินระดมทุน 35 ล้านบาท จะนำไปใช้ 3 ด้าน ได้แก่ ขยายการลงทุนและเพิ่มกำลังการผลิต 25 ล้านบาท ขยายธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 14 ล้านบาท เพิ่มกำลังการผลิตและพัฒนาระบบบริหารโครงการอีก 11 ล้านบาท, เงินทุนหมุนเวียน 5 ล้านบาท และ ชำระคืนหนี้สิน 5 ล้านบาทเพื่อลดภาระต้นทุนทางการเงิน
บริษัทมีแผนกลยุทธ์หลัก 4 ด้าน ยกระดับการเติบโต บริษัทมุ่งเน้นการดำเนินงานเพื่อยกระดับประสิทธิภาพและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
1. บริหารต้นทุน (Cost Management Strategy): เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันด้านราคา นำเครื่องจักรและเทคโนโลยีการผลิตชิ้นส่วนสำเร็จรูปจากต่างประเทศ (โดยเฉพาะจีน) มาใช้ลดต้นทุนและแรงงาน พร้อมพัฒนาระบบ Online E-Quotation เพื่อให้ตัวแทนระบุสเปค คำนวณราคา สรุปต้นทุน และจัดทำร่างสัญญาก่อสร้างอัตโนมัติ ช่วยลดระยะเวลาและป้องกันปัญหา Cost Overrun
2. คุณภาพการบริการ (Service Quality Strategy): สร้างความเชื่อมั่นด้วยทีมช่างประจำโครงการ ดูแลภูมิทัศน์ และบริหารจัดการขยะอย่างมีมาตรฐาน พร้อมประเมินความพึงพอใจของลูกค้าต่อเนื่อง เพื่อนำมาปรับปรุงคุณภาพสินค้าและบริการ
3. การตลาดเชิงรุก (Marketing Strategy): รุกตลาด 3 ช่องทางหลัก ทั้งออฟไลน์ (สำนักงานขายและอาคาร/โกดังตัวอย่าง), ออนไลน์ (ผ่าน Social Media ทุกแพลตฟอร์มและการทำ SEO) และเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายมากกว่า 260 รายทั่วประเทศ พร้อมจัดแคมเปญส่งเสริมการขายตามฤดูกาล
4. พัฒนาบุคลากร (Human Capital Development): เสริมทักษะพนักงานด้วยแผนอบรมประจำปี อาทิ การเจรจาต่อรองงานจัดซื้อ การประยุกต์ใช้ AI ในงานจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ (On-site Training) ให้แก่ตัวแทนจำหน่าย

โครงสร้างผู้ถือหุ้นและผลการดำเนินงานหลังการเสนอขาย IPO โครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทจะมี นายเฉลิม ทองสุข ยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สุดในสัดส่วน 76.45% จากเดิม 85% ตามด้วย นางสาวจันจิรา ไกรพิมาย 11.69% จาก 13% และผู้ลงทุนรายใหม่ (IPO) ถือหุ้น 10.06%
สำหรับผลการดำเนินงาน ในปี 67 บริษัทมีรายได้รวม 222.50 ล้านบาท ต้นทุนและค่าใช้จ่ายรวม 191.73 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 13.99 ล้านบาท ขณะที่ในปี 68 บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 222.58 ล้านบาท ต้นทุนและค่าใช้จ่ายรวม 198.33 ล้านบาท และส่งผลให้มีกำไรสุทธิเท่ากับ 6.97 ล้านบาท





