ตลาดหลักทรัพย์ฯ มั่นใจ Fund Flow ไหลเข้าไทยต่อเนื่อง หลังเดือนก.ค. มูลค่าการซื้อขายรายเดือนของตลาดหุ้นไทยทำสถิติสูงสุดใหม่ในรอบ 4 ปี หนุนโดยอานิสงส์ BOI- Thailand Fast Fass และมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ ปักปักหมุดจัดใหญ่ SET THAILAND FOCUS 2026: REIGNITE THAILAND ดึงดูดความเชื่อมั่นนักลงทุนโลก
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประเมินว่า ทิศทางกระแสเงินทุนต่างชาติยังมีแนวโน้มไหลเข้าได้อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงหลังเลือกตั้ง Fund Flow ไหลเข้ามาเกือบ 60,000 ล้านบาท แม้ต่อมาจะเผชิญปัจจัยกดดันจากสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้เงินทุนไหลออกไปราว 40,000 ล้านบาท แต่ล่าสุดทิศทางนิ่งขึ้นและพลิกกลับเข้ามาดันยอดรวมปัจจุบันพุ่งสูงถึง 76,000 ล้านบาท
หากประเมินจากในอดีต ปัจจัยพื้นฐานในประเทศยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักในการดึงดูดเงินทุน โดยเริ่มเห็นตัวเลขการขอส่งเสริมการลงทุนจาก BOI แปลงมาเป็นการลงทุนจริงมากขึ้น ผ่านมาตรการ Fast Pass ประกอบกับ นโยบายของภาครัฐที่มุ่งกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชนเพิ่มเติม
นายยอัสสเดช กล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบในอดีตช่วง 20-30 ปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยเติบโตสูง สัดส่วนการลงทุนเคยสูงถึง 40% ของ GDP แต่ปรับตัวลดลงเหลือเพียง 15-20% ในช่วงหลัง ดังนั้น หากนโยบายรัฐที่ออกมาสามารถกระตุ้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานได้ตามแผน ก็น่าจะช่วยสร้างความมั่นใจให้ภาคเอกชนกล้ากลับมาลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหากไม่มีปัจจัยลบเปลี่ยนแปลง ตลาดหุ้นไทยจะยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการลงทุนจริงจากต่างประเทศ (FDI)
อย่างไรก็ดี ยังมีเสี่ยงจากความผันผวนในต่างประเทศ ทั้งประเด็นสงครามและราคาน้ำมันที่ส่งผลให้มีเงินทุนไหลออกบางช่วง ทว่าไทยยังได้รับอานิสงส์จากบางกรณี เช่น อินโดนีเซียเผชิญปัญหา ก็เริ่มเห็นการหมุนเวียนของกระแสเงินทุนจากอินโดนีเซียเข้าสู่ตลาดทุนไทย
รวมถึงกระแสการลงทุนในกลุ่ม AI แม้อาจมีการปรับลดน้ำหนักในหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์อย่าง DELTA ไปบ้าง แต่ด้วยความหลากหลายของโครงสร้างธุรกิจในตลาดหุ้นไทย ทำให้ยังคงมีเม็ดเงินหมุนเวียนเข้ามาในกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector) ที่มีความมั่นคงสูงกว่า ทั้งนี้ หากปัจจัยภายนอกไม่มีความผันผวนรุนแรง และสถานการณ์สงครามปรับตัวดีขึ้น เชื่อว่าจะเป็นโอกาสทองของประเทศไทยในการดึงดูดฟันด์โฟลวให้ไหลเข้ามาได้เพิ่มเติม
อีกทั้ง โบรกเกอร์ต่างประเทศเริ่มมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทยมากขึ้น โดยปรับน้ำหนักการลงทุนเป็น Overweight และเริ่มทยอยออกบทวิเคราะห์เกี่ยวกับตลาดไทยมากขึ้น รวมถึงกองทุนรวมกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market Funds) บางส่วนที่มีการเพิ่มน้ำหนักการถือครองหุ้นไทยขึ้นมา เป็นสัญญาณที่เป็นบวกมากขึ้น
ในแง่ของมูลค่าการซื้อขายรายเดือนของตลาดหุ้นไทยทำสถิติสูงสุดใหม่ในรอบ 4 ปี โดยเดือนก.ค. 69 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวม อยู่ที่ 87,397 ล้านบาท ขณะที่โครงสร้างกลุ่มผู้ลงทุนรายวันยังคงมีสัดส่วนคงเดิมตลอดทั้งปี โดยมีนักลงทุนต่างชาติคิดเป็นสัดส่วนราว 50% นักลงทุนรายย่อยในประเทศ 30% ส่วนที่เหลือเป็นกลุ่มสถาบันในประเทศและบัญชีบริษัทหลักทรัพย์

ประเด็นที่น่าจับตาคือ กลุ่มนักลงทุนมีแรงขายออกมา คาดว่าเป็นผลมาจากพฤติกรรมของนักลงทุนรายย่อยที่ฉวยจังหวะขายทำกำไรเพื่อหลุดจากสภาวะขาดทุนสะสม รวมถึงจังหวะการปรับพอร์ตตามรอบวัฏจักร (Cycle) อย่างไรก็ดี ตลาดหลักทรัพย์ฯ คาดหวังว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีไหลกลับเข้ามาหนุนตลาดในช่วงปลายปี โดยเฉพาะกองทุน Thai ESG ซึ่งปีนี้เป็นปีสุดท้ายที่จะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุดถึง 300,000 บาท
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมจัดงาน SET THAILAND FOCUS 2026: REIGNITE THAILAND ในวันที่ 26-28 สิงหาคม 2569 โดยมีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เข้าร่วมงาน 78 ราย มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) รวมกันคิดเป็น 74% ของตลาดรวม หรือมีมูลค่ารวมกว่า 15 ล้านล้านบาท ซึ่งเติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยครอบคลุมตั้งแต่บริษัทขนาดใหญ่ ไปจนถึงกลุ่มบริษัทในโครงการ Jump+ ที่เน้นธุรกิจนวัตกรรมและเทคโนโลยี รวมไปถึง บจ. ในกลุ่มอุตสาหกรรมเติบโตสูง เพื่อโชว์ศักยภาพอุตสาหกรรมยุคใหม่ของไทย ซึ่งคาดหวังว่าจะสร้างความน่าสนใจ ความเชื่อมั่นและดึงดูดนักลงทุนเข้ามาในไทยให้มากขึ้น
สำหรับความกังวล ต่อความท้าทายใน “New Investment Cycle” จากความไม่สอดคล้องกัน ระหว่างยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนกับยอดการลงทุนจริง นายอัสสเดช กล่าวว่า หากเม็ดเงินลงทุนจริงเหล่านี้เกิดการชะลอตัวลงและไม่แปลงสภาพเป็นเม็ดเงินจริงในเศรษฐกิจได้ตามคาด จะกลายเป็น Downside Risk ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการลงทุนและภาพรวมตลาดหุ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โดย วรินทร ศิรินอก




