สัญญาธัญพืชในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ CBOT ในวันพฤหัสบดี (6 ส.ค.) สัญญาข้าวสาลีปิดลดลงจากแรงขายทางเทคนิคของนักลงทุน ท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอุปทานธัญพืชโลกและการส่งออกผ่านทะเลดำ ขณะที่สัญญาข้าวโพดและถั่วเหลืองปิดบวกเล็กน้อยจากแรงซื้อคืนและการซื้อขายตามปัจจัยทางเทคนิค
- สัญญาข้าวโพดส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 2 เซนต์ หรือ +0.43% ปิดที่ 4.62 ดอลลาร์/บุชเชล
- สัญญาข้าวสาลีส่งมอบเดือนก.ย. ลดลง 11.00 เซนต์ หรือ -1.71% ปิดที่ 6.3125 ดอลลาร์/บุชเชล
- สัญญาถั่วเหลืองส่งมอบเดือนพ.ย. เพิ่มขึ้น 3.00 เซนต์ หรือ +0.26% ปิดที่ 11.7775 ดอลลาร์/บุชเชล
อย่างไรก็ตาม สภาพอากาศที่เอื้อต่อการเพาะปลูกในแถบมิดเวสต์ของสหรัฐฯ ยังคงกดดันราคาธัญพืช โดยนักลงทุนคาดการณ์ว่าจะมีฝนกลับเข้ามาในพื้นที่ภายใน 10 วันข้างหน้า ซึ่งช่วยบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับภาวะแห้งแล้งที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของข้าวโพดและถั่วเหลือง
แม้เผชิญแรงกดดันดังกล่าว แต่ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากความต้องการซื้อของจีน โดยเทรดเดอร์ในเอเชีย 3 รายเปิดเผยว่า จีนซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ เพิ่มอีกอย่างน้อย 10 ลำ ซึ่งเป็นการซื้อเพิ่มเติมต่อเนื่อง ก่อนที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะเดินทางเยือนสหรัฐฯ ตามกำหนดในเดือนหน้า
ขณะนี้นักลงทุนเริ่มหันไปจับตารายงานผลผลิตทางการเกษตรของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่จะเผยแพร่ในสัปดาห์หน้า โดยกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) มีกำหนดเผยแพร่รายงานอุปสงค์และอุปทานสินค้าเกษตรประจำเดือนในวันที่ 12 ส.ค. พร้อมทั้งปรับปรุงตัวเลขผลผลิต ผลผลิตต่อไร่ และพื้นที่เก็บเกี่ยวของข้าวโพดและถั่วเหลือง
นักวิเคราะห์ระบุว่า ประเด็นสำคัญที่ตลาดกำลังติดตามคือ USDA จะปรับประมาณการตัวเลขดังกล่าวมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพด
เมื่อเดือนส.ค.ปีที่แล้ว USDA เคยสร้างแรงสั่นสะเทือนให้ตลาด หลังคาดการณ์ผลผลิตข้าวโพดของสหรัฐฯ ทำสถิติสูงสุด ส่งผลให้ราคาสัญญาข้าวโพดใน CBOT ดิ่งลงอย่างหนัก และทำให้หน่วยงานถูกวิจารณ์ต่อเนื่องเกี่ยวกับความแม่นยำของข้อมูล
นักวิเคราะห์รายหนึ่งกล่าวว่า ขณะนี้ยังมีความไม่แน่นอนอย่างมากเกี่ยวกับพื้นที่เพาะปลูก เนื่องจากหลายพื้นที่ประสบภาวะแห้งแล้ง ขณะที่อีกหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ทำให้สภาพพื้นที่เพาะปลูกในแต่ละแห่งแตกต่างกันอย่างมาก
ตลอดสัปดาห์นี้ ตลาดธัญพืชยังเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวลงของราคาน้ำมัน แม้ว่าราคาน้ำมันดิบจะฟื้นตัวในวันพฤหัสบดีจากความกังวลด้านอุปทาน
ขณะเดียวกัน การส่งออกธัญพืชผ่านทะเลดำยังคงได้รับผลกระทบ หลังเกิดการโจมตีเรือ ท่าเรือ และสถานีส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐมนตรีเกษตรของยูเครนระบุว่า เส้นทางส่งออกทางเลือกจะยังไม่สามารถชดเชยกำลังการส่งออกที่สูญเสียไปได้ทั้งหมดอย่างน้อยจนถึงสิ้นเดือนส.ค.
อย่างไรก็ดี ความกังวลด้านอุปทานถูกลดทอนลงจากการคาดการณ์ว่ารัสเซียและยูเครนจะมีผลผลิตจำนวนมาก รวมถึงประเทศผู้นำเข้าอย่างโมร็อกโกและตุรกีที่คาดว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในระดับสูงเช่นกัน
นักวิเคราะห์ระบุว่า ปัจจัยที่ตลาดยังจับตาอย่างใกล้ชิดที่สุด คือทิศทางความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดแนวโน้มอุปทานธัญพืชในระยะต่อไป
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช





