บริษัท เมอร์เคิล แคปปิตอล จำกัด จัดสัมมนาพิเศษ หัวข้อ “Hack หรือ Human Error?” หลังมีข่าวกระเป๋าเงินดิจิทัล (Hardware wallet) ซึ่งเป็นเครื่องมือในการเก็บรักษาสินทรัพย์ดิจิทัลที่ปลอดภัยมากที่สุดถูกแฮ็กแบบออฟไลน์กว่า 4,500 กระเป๋า แนะเลือกใช้ Coinbase Custody ดูแลสินทรัพย์เพื่อมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดระดับสากล

ในวงการคริปโทฯ มักจะคุ้นเคยกับประโยคคลาสสิกที่ว่า “Not your keys, not your coins” ประโยคนี้เป็นประโยคที่ช่วยผลักดันให้นักลงทุนจำนวนมากเริ่มเก็บรักษาสินทรัพย์ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะสินทรัพย์ดิจิทัล โดยการใช้ “Cold wallet หรือ Hardware wallet” ถูกนับเป็นเครื่องมือในการเก็บรักษาสินทรัพย์ดิจิทัลที่ปลอดภัยมากที่สุด อย่างไรก็ตาม วันที่ 31 กรกฎาคม 2026 ที่ผ่านมา มีรายงานว่าฮาร์ดแวร์วอลเล็ตชื่อดังอย่าง Coldcard ถูกแฮ็ก ส่งผลให้มี Bitcoin สูญหายไปกว่า 1,300 BTC (มูลค่าเกือบ 90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง
วิกฤตการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด
จากข่าวการถูกแฮ็ก 1,367 BTC จากกระเป๋าเงินดิจิทัล (Hardware wallet) แบบออฟไลน์กว่า 4,500 กระเป๋า ส่งผลให้เกิดความกังวลต่อนักลงทุนคริปโทฯ ทั่วโลก แต่เมื่อค้นหาสาเหตุจะพบว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการเจาะระบบบล็อกเชน (Blockchain) ที่มีเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วโลกปกป้องอยู่
แต่เกิดจาก “ความบกพร่องของอุปกรณ์ (Firmware Flaw)” จากผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ชื่อดัง ระบบสุ่มรหัส (Random Number Generator: RNG) ที่ควรจะสร้างความซับซ้อนระดับสูงสุด กลับมีจุดอ่อนที่ทำให้แฮ็กเกอร์สามารถจำลองและคาดเดารหัสผ่าน (Seed Phrase) ได้จากระยะไกล บทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์นี้คือ เครื่องมือที่ถูกออกแบบมาเพื่อความปลอดภัยสูงสุดและออฟไลน์ 100% ก็ยังสามารถมีช่องโหว่จากโรงงานที่ผู้ใช้งานทั่วไปไม่อาจล่วงรู้ได้และตรวจสอบได้ยาก
ภาพลวงตาของความปลอดภัย 100%
เมื่อพิจารณาถึงวิวัฒนาการของการเก็บรักษาคริปโทฯ จะพบถึงการปรับตัวของนักลงทุนมาโดยตลอด ตั้งแต่ยุคแรกคือ การฝากเหรียญไว้กับกระดานเทรด (CEX) แล้วเกิดเหตุการณ์โดนแฮ็กครั้งใหญ่อย่าง Mt. Gox ที่ทำให้นักลงทุนตื่นกลัวและเป็นจุดเริ่มต้นให้เริ่มดูแลสินทรัพย์ด้วยตัวเอง (Self-Custody) จึงเกิดเป็นเทคโนโลยี Hardware wallet ขึ้น ซึ่งปัจจุบันยังพัฒนาความปลอดภัยต่อเนื่องจนถึงการเก็บรักษาระดับสถาบันอย่างบริการ Custodian และ Spot ETF
อย่างไรก็ตาม การใช้ Self-Custody ก็เหมือนดาบสองคมเพราะเป็นการเอาความเสี่ยงทั้งหมดไว้ที่ตนเอง (Single Point of Failure) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางเทคนิคของซอฟต์แวร์ตามข่าวที่ผ่านมา หรือความผิดพลาดที่เกิดจากตนเอง (Human Error) ซึ่งอาจทำให้สูญเสียสินทรัพย์ทั้งหมดได้
คุณคือนักลงทุนกลุ่มไหนในสถานการณ์นี้?
เมื่อเกิดวิกฤตความเชื่อมั่น พฤติกรรมของนักลงทุนในตลาดมักจะถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ ดังนี้
- กลุ่มมือใหม่ (The Beginner) : ผู้ที่เริ่มต้นศึกษา Web3 กลุ่มนี้จะ Panic และย้ายเงินกลับไปฝากไว้กับกระดานเทรด (CEX) เป็นหลัก หรือเริ่มมองหาการลงทุนผ่าน Third party platform แทน เพราะรู้สึกปลอดภัยและเข้าใจมากกว่า
- กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ (The Expert) : กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้าน IT Security กลุ่มนี้ใช้เครื่องมือเป็นจำนวนมาก แต่เนื่องจากความเชื่อเรื่องระบบไร้ศูนย์กลางจึงแก้ปัญหาด้วยการกระจายความเสี่ยงไปใช้ Cold Wallet หลายบริษัทแทน ซึ่งยังคงเน้นการดูแลแบบ Self-Custody แต่แลกมาด้วยความยากในบริหารและการดูแล
- กลุ่มผู้มีประสบการณ์ (The Intermediate) : กลุ่มนี้คือ “คนส่วนใหญ่” ในตลาดคริปโทฯ เป็นกลุ่มที่เข้าใจการลงทุน รู้จักเครื่องมือเบื้องต้น แต่มักไม่มีเวลามากพอที่จะเฝ้าระบบรักษาความปลอดภัยหรือตามอัปเดตซอฟต์แวร์ตลอดเวลา
สำหรับนักลงทุนกลุ่มที่ 3 ซึ่งเป็นกลุ่มนักลงทุนส่วนใหญ่ การจะจัดสมดุลระหว่างการทำกำไรกับความปลอดภัย ในมุมของการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ทางออกที่ดีที่สุดไม่ใช่การเลิกใช้ Cold Wallet หรือออกจากวงการคริปโทฯ แต่คือหลักการพื้นฐานอย่าง “การกระจายความเสี่ยง (Diversification)” จากการเก็บเหรียญทั้งหมดไว้ในอุปกรณ์ตัวเดียว เทรนด์ใหม่ที่นักลงทุนสถาบันทั่วโลกกำลังมุ่งไปคือ การจัดสรรพอร์ตส่วนหนึ่งให้ดูแลโดย ผู้จัดการกองทุน (Fund Manager) ที่ใช้โครงสร้างพื้นฐานระดับ “Institutional-Grade”
ความแตกต่างสำคัญคือ สถาบันระดับโลกไม่พึ่งพาฮาร์ดแวร์ตัวใดตัวหนึ่ง แต่จะใช้เทคโนโลยีอย่าง Multi-Party Computation (MPC) ที่กระจายชิ้นส่วนรหัสผ่านไปเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์หลายแห่งทั่วโลก การจะโอนเงินออกต้องผ่านการอนุมัติหลายชั้น มีการจ้างออดิทระดับโลกมาตรวจสอบระบบอย่างสม่ำเสมอ และที่สำคัญคือมีการทำ “ประกันภัยสินทรัพย์ดิจิทัล” ซึ่งเป็นการรองรับความเสี่ยงที่ Self-Custody ไม่สามารถทำได้
จากบทความนี้จะพบว่า “ทักษะการทำกำไร” ไม่เท่ากับ “ทักษะการรักษาความปลอดภัย“ การที่เป็นนักลงทุนที่เก่ง ไม่ได้หมายความว่ามีความรู้เกี่ยวกับ IT Security เพียงพอ การลงทุนควรใช้เวลาและพลังงานไปกับการวางกลยุทธ์ การวิเคราะห์ตลาดและการใช้ชีวิต การมอบหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้กับสถาบันที่เชื่อถือได้ก็นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดทางหนึ่ง โดย Merkle Capital เข้าใจถึงความเสี่ยงเหล่านี้เป็นอย่างดี เราจึงเลือกใช้ Coinbase Custody เป็นผู้ให้บริการดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลกและอยู่ภายใต้กฎหมายสหรัฐฯ มาเป็นผู้ดูแลสินทรัพย์ของลูกค้าทั้งหมด เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่าทรัพย์สินอยู่ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดระดับสากล





