
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวในหัวข้อ New Horizons of Fiscal Policy : Empowering People, Building Resilience ขอบฟ้าใหม่ของนโยบายการคลัง : สร้างโอกาสให้ประชาชน เสริมสร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจ ว่า ต้องยอมรับว่าศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ถอยหลังลงมาเหลือ 2% ดังนั้นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการเพื่อการวางรากฐานและยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายระยะยาว ภายใน 12 ปี ยกระดับให้ไทยเป็นประเทศรายได้สูง
ขณะที่เป้าหมายระยะสั้นภายใน 4 ปี รัฐบาลต้องเร่งวางรากฐานให้เศรษฐกิจ เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว ประกอบด้วย การเพิ่มระดับการลงทุนของประเทศเป็น 30% ของ GDP จากปัจจุบันที่เหลืออยู่เพียง 23% ขอ GDP เพราะเมื่อประเทศไม่มีการลงทุนใหม่ ก็จะขาดปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโต จึงทำให้เศรษฐกิจไทยถดถอยมาเรื่อย ๆ
“พอเราไม่มีการลงทุน จะเอาอะไรไปโต เศรษฐกิจก็ถดถอยลงเรื่อย ๆ เราจึงต้องการให้การลงทุนมาช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” นายเอกนิติ ระบุ
ขณะเดียวกัน ยังต้องเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ให้ติด Top20 จากปัจจุบันอยู่อันดับที่ 26 รวมถึงเร่งยกระดับศักยภาพ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้มากกว่า 3% จากปัจจุบันอยู่ที่ 2.8-2.9% ซึ่งแนวทางสำคัญคือการเพิ่มการลงทุน เพื่อให้ไทยสามารถคว้าโอกาสในโลกเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังจะมาถึงได้ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งอุตสาหกรรม AI อุตสาหกรรมเซมิคอนดักซ์เตอร์ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ เป็นต้น
ดังนั้น โจทย์ของอุตสาหกรรมใหม่สำหรับประเทศไทยจึงไม่เหมือนเดิม ซึ่งรัฐบาลต้องเร่งออกแบบมาตรการเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังจะเข้ามา เพื่อดึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ การดึง Local Supply Chain ในประเทศให้เกิดขึ้น
“การลงทุนจะเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในอุตสาหกรรมใหม่ และลงทุนในบุคลากร เพื่อเป็นการคว้าโอกาส ซึ่งไทยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากภูมิประเทศที่ได้เปรียบด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่เราสามารถค้าขายได้กับทุกคนทั้งฝั่งตะวันตก และตะวันออก เรามีวัตถุดิบที่เพียงพอ เรามีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี วันนี้เห็นชัดว่าลมพัดมาแล้ว หน้าที่ของรัฐบาลคือการเป็นลมใต้ปีก เพื่อให้ลมพัดไปตรงจุดจากนี้” นายเอกนิติ กล่าว

ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ยอมรับว่า ปัจจุบันภาคการคลังมีภาระหนักมาก ด้วยเพราะงบประมาณไม่ได้มีเหลือมากเหมือนในอดีต เงินทุกบาทจึงสำคัญมาก ดังนั้นรัฐบาลจึงเน้นการดำเนินนโยบายในการบริหรเศรษฐกิจแบบตรงเป้า ใช้เงินให้คุ้มค่า ผ่านกรอบการทำงานภายใต้ ยุทธศาสตร์ 5T ได้แก่ Targeted (มุ่งเป้าเยียวยา), Transition (เปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน), Transform (ปฏิรูปเศรษฐกิจให้เข้มแข็ง), Transparency (เน้นความโปร่งใสใช้ดิจิทัลตรวจสอบได้) และ Together (ดึงเอกชนร่วมกลั่นกรอง)
“หากวันนี้ เราไม่ทำอะไรเลย เศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ก็จะมีแต่ถอยหลัง วันนี้ทุกคนอาจจะเหนื่อย แต่เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศแล้ว จึงมีความตั้งใจอยากทำให้ประเทศดีขึ้น และเชื่อว่าหากคนไทยทุกคนอยากเห็นประเทศดีขึ้น การร่วมมือกันทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ ก็จะช่วยทำให้ประเทศดีขึ้นได้ เพราะประเทศไทยยังมีความหวัง การดำเนินการเรื่องต่าง ๆ ในวันนี้ให้ดี เพื่อรองรับอนาคตของลูกหลานที่จะช่วยนำพาประเทศไทยไปสู่ขอบฟ้าใหม่” รองนายกฯ และรมว.คลัง ระบุ

นายสันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวในวงเสวนาหัวข้อ “Building Resilience: From Vision to Mission” ในงานสัมมนาวิชาการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ประจำปี 2569 โดยระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ ท่ามกลางความผันผวนของโลก ที่ประกอบด้วย 3S ได้แก่ Security (ความมั่นคง), Stability (เสถียรภาพ) และ S-Curve (เครื่องยนต์การเติบโตใหม่)
โดยเรื่องแรก Security ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของบริบทการค้าโลก จากเดิมที่ยึดถือหลัก Efficiency First หรือการเลือกซื้อสินค้าจากแหล่งที่ต้นทุนถูกที่สุด เช่น จีน แต่ปัจจุบันโลกให้ความสำคัญกับ Security หรือความมั่นคงมาเป็นอันดับหนึ่ง
โดยการเปลี่ยนแปลงนี้ ส่งผลให้เกิดการกระจายความเสี่ยงมายังภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นคงใน 3 ด้านหลัก คือ อาหาร (Food Security), สุขภาพ (Health Security) และพลังงาน (Energy Security) ซึ่งประเทศไทยกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัย ที่สามารถเชื่อมต่อได้กับทุกฝ่าย หรือที่เรียกว่า Trust Connector
เรื่องที่สอง Stability ในขณะที่คนไทยกังวลปัญหาหนี้สาธารณะ และเสถียรภาพทางการคลัง แต่ในสายตานักลงทุนต่างชาติ มองว่านี่คือจุดแข็งของไทยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในระดับเดียวกัน เพราะบางประเทศระดับหนี้สาธารณะขึ้นไปสูงถึง 100% ต่อจีดีพี นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีปริมาณทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง ความผันผวนของค่าเงินบาทน้อยกว่าค่าเงินของหลายสกุลในภูมิภาค สิ่งเหล่านี้จึงเป็นจุดแข็งของประเทศไทยในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ
เรื่องที่สาม S-Curve ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ของเศรษฐกิจในประเทศ จำเป็นต้องมีอุตสาหกรรมเพื่ออนาคต โดยผลิตสินค้าที่โลกยุคใหม่ต้องการ
นายสันติธาร ยังมองว่า 4 เทรนด์ใหญ่ ที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการแข่งขัน ประกอบด้วย
1.Green Energy & Future Mobility พลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งจะเร่งตัวเร็วขึ้นจากวิกฤตราคาพลังงาน
2.AI & Digital Economy ประเทศไทยเป็นฐานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำคัญในห่วงโซ่อุปทานของ AI โดยที่หลายคนอาจไม่เคยรู้
3.Trust Connector การวางตัวเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เชื่อมโยงความขัดแย้งของโลก ซึ่งไทยมีความโดดเด่นมาก
4.Health & Longevity การตอบโจทย์สังคมสูงวัย ซึ่งไม่ได้จำกัดแค่คนแก่ แต่รวมถึงคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพตั้งแต่อายุยังน้อย
“ความท้าทายของประเทศไทย จึงอยู่ที่ว่ารัฐบาลจะสามารถเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมเก่าอย่างรถยนต์สันดาปหรือปิโตรเคมี ไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่สอดรับกับ 4 เทรนด์นี้ได้รวดเร็วเพียงใด เพื่อให้เครื่องยนต์ตัวที่ 3 (S-Curve) กลับมาทำงาน และพาประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักการเติบโตต่ำในปัจจุบัน” นายสันติธาร ระบุ
โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน





