
ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นกว่า 100 จุดในวันนี้ หลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลขจ้างงานลดลงในเดือนก.ค. ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนการผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากความคาดหวังในการยุติสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวว่า สงครามกับอิหร่านจะยุติลงในไม่ช้า
ณ เวลา 21.22 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] บวก 111.98 จุด หรือ 0.21% สู่ระดับ 53,997.08 จุด
ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 2 ติดต่อกัน โดยดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นเกือบ 3% นับตั้งแต่ต้นสัปดาห์ ขณะที่ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ทะยานขึ้น 3% และ 4% ตามลำดับ
นักลงทุนพากันเพิ่มน้ำหนักต่อคาดการณ์ที่ว่า เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ย. หลังการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ลดลงในเดือนก.ค. ขณะที่ก่อนหน้านี้ นักลงทุนพากันเทน้ำหนักคาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนดังกล่าว
ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 59.9% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 16 ก.ย. จากเดิมที่ให้น้ำหนักเพียง 33.0% ในสัปดาห์ที่แล้ว
นอกจากนี้ นักลงทุนให้น้ำหนัก 40.1% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันที่ 16 ก.ย. จากเดิมที่ให้น้ำหนักมากถึง 67% ในสัปดาห์ที่แล้ว
กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรลดลง 23,000 ตำแหน่งในเดือนก.ค. สวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดว่าเพิ่มขึ้น 88,000 ตำแหน่ง
ส่วนอัตราการว่างงานลดลงสู่ระดับ 4.1% ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 4.2%
นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐได้ปรับตัวเลขการจ้างงานในเดือนมิ.ย.เป็นเพิ่มขึ้นเพียง 20,000 ตำแหน่ง จากเดิมรายงานว่าเพิ่มขึ้น 57,000 ตำแหน่ง
ทั้งนี้ ภาคเอกชนมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 30,000 ตำแหน่งในเดือนก.ค. ขณะที่ภาครัฐมีการจ้างงานลดลง 53,000 ตำแหน่ง
ขณะเดียวกัน ตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงาน เพิ่มขึ้น 3.2% ในเดือนก.ค. เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 3.5% และเพิ่มขึ้น 0.1% เมื่อเทียบรายเดือน ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 0.3%
ทั้งนี้ ตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงนับเป็นข้อมูลที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเงินเฟ้อ
ส่วนตัวเลขอัตราการเข้าสู่ตลาดแรงงานของสหรัฐ ซึ่งแสดงสัดส่วนของกำลังแรงงานต่อจำนวนประชากรทั้งหมด ลดลงสู่ระดับ 61.4% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 5 ปี
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า เขาเชื่อว่าสงครามกับอิหร่านจะยุติลงในไม่ช้า และยอมรับว่ากองทัพสหรัฐกำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับปริมาณอาวุธบางประเภทที่มีอยู่ในคลัง
“ผมคิดว่ามันจะจบลงในเร็ว ๆ นี้ ผมไม่คิดว่าพวกเขาจะยื้อต่อไปได้อีกนาน”
ปธน.ทรัมป์กล่าวที่ห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาว โดยเล็งถึงอิหร่าน
เมื่อถูกถามเกี่ยวกับสถานะของอาวุธในคลัง ปธน.ทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐมีอาวุธบางประเภทที่ทรงพลังและมีปริมาณแทบไม่จำกัด แต่ก็ยอมรับว่าอาวุธบางประเภทมีจำนวนค่อนข้างจำกัด
“เรามีกระสุนและอาวุธบางประเภทที่ทรงพลังมาก ซึ่งเรามีอยู่แทบไม่จำกัด แต่ก็มีอาวุธบางประเภทที่ปริมาณค่อนข้างตึงตัว”
ปธน.ทรัมป์กล่าว และเสริมว่า บริษัทผู้ผลิตอาวุธของสหรัฐกำลังสร้างโรงงานผลิตเพิ่มเติม รวมถึงโรงงานสำหรับผลิตขีปนาวุธแพทริออตและโทมาฮอว์ก
โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ





