
ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาตามที่ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ อดีตประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ยื่นคำร้องไว้ เนื่องจากยังถือว่ายังไม่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย จึงยังไม่มีสิทธิฟ้อง
ทั้งนี้ นพ.สรณ ยื่นฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช.เมื่อ 3 ส.ค.69 โดยขอให้ถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ ที่มีมติ 4:0 ว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติในการเป็นประธาน กสทช. และขอให้ศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่่งทางปกครอง และขอบรรเทาทุกข์ชั่วคราวโดยเร่งด่วน
โดยศาลได้ยกบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ขึ้นวินิจฉัย โดยสรุปได้ว่า คณะกรรมการสรรหาฯ วินิจฉัยว่าผู้ฟ้องคดี มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) และถือว่าสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 (2) ซึ่งการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 8 นั้น เป็นกรณีที่มีบทบัญญัติไว้ในมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (5)
และในมาตรา 20 วรรคสอง กำหนดว่า การพ้นจากตำแหน่งตาม (4) หรือ (5) ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง โดยพระบรมราชโองการดังกล่าว ให้มีผลแต่วันที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม หรือวันที่กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน แล้วแต่กรณี
ทั้งนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า นพ.สรณ ยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์รับค่าตอบแทนรายชั่วโมง ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 13เ มษายน 2565 ผลย้อนหลังของพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง จึงย่อมย้อนไปถึงวันที่ 13 เมษายน 2565 อันเป็นวันที่เข้าดำรงตำแหน่งทั้งที่ยังมีลักษณะต้องห้ามอยู่

*ศาลฯ ระบุชัด”นายกฯ ต้องทูลเกล้าให้พ้นประธาน กสทช.”
แหล่งข่าววงการกฎหมายระบุว่า คำสั่งไม่รับคำฟ้องของศาลปกครองกลาง ไม่ได้วินิจฉัยว่า นพ.สรณ กระทำการขัดต่อกฎหมายหรือไม่ แต่ได้ยืนยันขั้นตอนและกระบวนการที่ต้องดำเนินการต่อไปไว้อย่างชัดเจน คือการนำความกราบบังคมทูล ตามมาตรา 20 วรรคสอง ซึ่งมิได้ปรากฏขั้นตอนการขอมติวุฒิสภาไว้ในกระบวนการนี้แต่อย่างใด
ผลของคำสั่งจึงเป็นการเร่งรัดให้ผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้มีหน้าที่นำความกราบบังคมทูล ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายให้ครบถ้วนโดยเร็วที่สุด เพื่อยุติความไม่แน่นอนทางกฎหมาย และบรรเทาความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่ประโยชน์สาธารณะ
อย่างไรก็ดี คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น ซึ่งผู้ฟ้องคดีอาจใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดได้ตามกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด เรื่องนี้จึงยังมิอาจถือว่าถึงที่สุดในทางคดี แม้ในทางกระบวนการทางปกครองจะไม่มีข้อขัดข้องใดเหลืออยู่แล้วก็ตาม
*ข้ออ้าง “หยุดปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้” ไม่มีอยู่จริง
แหล่งข่าวระบุว่า ข้ออ้างที่ นพ.สรณ อ้างว่าหากตนหยุดปฏิบัติหน้าที่ งานของคณะกรรมการ กสทช.จะหยุดชะงักนั้น แต่ตามกฎหมายและระเบียบได้วางกลไกรองรับไว้ครบถ้วนแล้ว
1.การเป็นประธานในที่ประชุม ระเบียบ กสทช. ว่าด้วยข้อบังคับการประชุม กสทช. พ.ศ. 2555 ข้อ 26 กำหนดให้ที่ประชุมเลือกกรรมการท่านหนึ่งขึ้นทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมแทน โดยมีบรรทัดฐานที่ปฏิบัติมาแล้วอย่างน้อย 2 กรณี ทั้งกรณีติดภารกิจเข้ารับการรักษาพยาบาล ในการประชุมครั้งที่ 19/2565 เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2565 ซึ่งที่ประชุมเลือก นายศุภัช ศุภชลาศัย ทำหน้าที่แทน และกรณีมีส่วนได้เสียในวาระการรวมธุรกิจระหว่าง AWN และ 3BB ซึ่งที่ประชุมเลือก พ.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ ทำหน้าที่ประธานเฉพาะวาระดังกล่าวแทน
กรณีหลังนี้มีนัยสำคัญเป็นพิเศษ เพราะเป็นเหตุขัดข้องทางกฎหมาย มิใช่เหตุขัดข้องทางกายภาพ กล่าวคือ ประธานอยู่ในห้องประชุม และมีสถานะสมบูรณ์ทุกประการ แต่ก็ยังต้องงดเว้นและให้กรรมการท่านอื่นทำหน้าที่แทน จึงเป็นข้อพิสูจน์ว่า ถ้อยคำ “ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้” ตามข้อ 26 มิได้จำกัดเฉพาะเหตุทางกายภาพเท่านั้น
2. การลงนามในประกาศและใบอนุญาต มาตรา 23 วางหลักว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ กสทช. อาจมอบหมายให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนปฏิบัติงานแทนได้ และมีบรรทัดฐานในสมัยพลอากาศเอก ธเรศ ปุณศรี ดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. ที่ที่ประชุมมีมติมอบหมายให้กรรมการท่านอื่นลงนามในประกาศและใบอนุญาตแทน โดยศาลปกครองได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดรองรับแล้วว่าดำเนินการได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
3. กสทช. เป็นองค์กรกลุ่ม อำนาจอยู่ที่คณะกรรมการ มิใช่ที่ตัวประธาน ประธานมีหน้าที่กำกับการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามนโยบาย ระเบียบ และมติของคณะ แต่มิได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเฉพาะตัว
ข้อสรุปในส่วนนี้คือ สุญญากาศที่อ้างถึง มิได้เกิดจากการหยุดปฏิบัติหน้าที่ หากแต่เกิดจากการที่สำนักงาน กสทช. ไม่ยอมจัดให้มีการประชุมโดยอาศัยกลไกที่มีอยู่แล้ว ข้ออ้างเรื่องความจำเป็น จึงเป็นการสร้างเหตุขึ้นเองแล้วอ้างเหตุนั้นเป็นเหตุผล ประกอบกับปัญหาวาระคั่งค้างเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมากว่า 3 ปี มิได้เกิดจากการยกเลิก หรือเลื่อนการประชุมเพียงไม่กี่ครั้ง
*”หมอสุภัทร” จี้นายกฯ อย่ายื้อยื่นทูลเกล้าฯ
นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท และอดีตผู้สมัคร สส.สงขลา พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า เมื่อคืน (7 ส.ค. 69) มีคำสั่งศาลปกครองกลาง ”ไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา“ ตามที่ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ อดีตประธาน กสทช. ได้ยื่นคำร้องไว้
ก่อนนี้ พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข ได้ชิงยื่นใบลาออกจากตำแหน่งเลขานุการประจำประธาน กสทช. และใคร ๆ ก็รู้ว่า ประเวศน์คือกุนซือใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย และทำหน้าที่เป็นผู้ดูเรื่องกฎหมายและการบริหาร กสทช.ให้ นพ.สรณ
ก่อนนี้อีก คณะกรรมการกฤษฎีกาก็ตีความว่า กรรมการสรรหา กสทช. มีอำนาจโดยชอบในการทำหน้าที่
“ตอนนี้ ก็เหลือเพียงขั้นสุดท้ายแล้ว กสทช. ก็จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ นั่นคือการยื่นทูลเกล้าของนายกฯ อนุทิน จะยื้ออีกทำไม? ภูมิใจไทยมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือ? ยังจัดการอะไรไม่เสร็จหรือ? ข้อกฎหมายก็ชัดเจนที่สุดแล้ว นายกอนุทิน จะยื่นทูลเกล้ากี่โมง คลื่นความถี่คือสมบัติชาติ ไม่ใช่สมบัติของใคร” นพ.สุภัทร ระบุ
โดย เสาวลักษณ์ อวยพร/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์





