GGC ฟื้นแกร่ง Q2/69 พลิกกำไร 351 ลบ. รับอานิสงส์นโยบาย B7 ดันดีมานด์ B100 พุ่ง ตุนเงินสดแน่น 2.3 พันล้าน

บมจ.โกลบอลกรีนเคมิคอล [GGC] กางผลการดำเนินงานไตรมาส 2/69 ทำกำไรสุทธิ 351 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายรวม 5,566 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หนุนภาพรวมช่วง 6 เดือนแรกของปี 69 เติบโตโดดเด่นด้วยกำไรสุทธิ 448 ล้านบาท สะท้อนความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และกลยุทธ์การตลาดเชิงรุกที่แม่นยำ

นายกฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ GGC เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาสนี้ เป็นผลจากการบริหารจัดการและกลยุทธ์ของบริษัทฯ ที่สอดรับกับนโยบายภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะนโยบายการปรับสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลเกรดหลักจาก B5 เป็น B7 ตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค.69 ซึ่งเป็นปัจจัยเร่งสำคัญที่ส่งผลให้ความต้องการเมทิลเอสเทอร์ (Methyl Ester: ME) หรือ B100 ในประเทศเพิ่มขึ้นถึง 28%

ในไตรมาส 2/69 กลุ่มธุรกิจ ME มีรายได้จากการขาย เพิ่มขึ้นตาม Demand ที่ปรับตัวดีขึ้นจากอานิสงค์นโยบาย B7 จากภาครัฐ แม้ว่าจะยังคงเผชิญความท้าทายจากราคาวัตถุดิบ (Feedstock) ที่ผันผวน ซึ่งบริษัทฯ ได้บริหารจัดการและวางแผนด้านวัตถุดิบอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันความเสี่ยงไว้แล้ว

ด้านการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจแฟตตี้แอลกอฮอล์ (Fatty Alcohols: FA) บริษัทได้ยกระดับประสิทธิภาพการผลิตผ่านการปรับเปลี่ยนสารเร่งปฏิกิริยา (Catalyst) ที่ช่วยเพิ่มกำลังการผลิต และยังช่วยลดจำนวนชั่วโมงการหยุดซ่อมบำรุง ควบคู่ไปกับการดำเนินมาตรการบริหารต้นทุน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้วัตถุดิบและสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในระยะยาว

ณ วันที่ 30 มิ.ย.69 GGC มีสินทรัพย์รวม 11,086 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากสิ้นปี 68 โดยมีสภาพคล่องระดับสูงจากเงินสด รายการเทียบเท่าเงินสด และเงินลงทุนระยะสั้นรวมกันกว่า 2,332 ล้านบาท สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของโครงสร้างทางการเงินที่พร้อมรองรับโอกาสการเติบโตและการลงทุนใหม่ๆ ในอนาคต

“ผลการดำเนินงานในครึ่งแรกของปีที่ปิดกำไร 448 ล้านบาทนี้ สะท้อนถึงศักยภาพของ GGC ในการรับมือกับความท้าทายของตลาดได้อย่างมีทิศทาง เรายังคงมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การบริหารจัดการต้นทุนอย่างเข้มงวด และการสร้างมูลค่าสูงสุดจากสินทรัพย์ที่มีอยู่ ควบคู่กับการรักษาความแข็งแกร่งทางการเงิน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว” นายกฤษฎา กล่าว