
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในสัปดาห์นี้ จะยังไม่นัดประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ วงเงิน 4 แสนล้านบาท โดยเชื่อว่าขณะนี้ ทุกหน่วยงานอยู่ระหว่างการเร่งสรุปรายละเอียดของโครงการที่เตรียมจะเสนอให้คณะกรรมการกลั่นกรองฯ พิจารณา เมื่อได้ข้อสรุปและมีความพร้อม กระทรวงต้นสังกัดคงจะเร่งส่งเรื่องเข้ามาอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ รัฐบาลมีความตั้งใจจะสรุปความชัดเจนของทุกโครงการที่จะเสนอขอใช้เงิน ตาม พ.ร.ก.กู้เงินฯ โดยเฉพาะในส่วนที่ 2 เรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงานให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย. 69 เพื่อหน่วยงานที่ได้รับอนุมัติโครงการ จะได้มีเวลาดำเนินการภายใน 1 ปี
“ตั้งใจจะสรุปความชัดเจนของทุกโครงการที่จะเสนอขอใช้เงินกู้ ให้แล้วเสร็จภายใน ก.ย.นี้ ดังนั้น หน่วยงานไหนมีโครงการอะไรที่จะดำเนินการ ก็อยากให้ส่งคำขอเข้ามาภายในเดือน ก.ย. 69 เพื่อที่จะได้มีเวลาทำงาน หรือดำเนินการภายใน 1 ปี” ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุ
ส่วนความคืบหน้าเกี่ยวกับโครงการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ของภาคขนส่งสาธารณะไปสู่การใช้พลังงานทดแทน หรือพลังงานสะอาดนั้น เชื่อว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่ระหว่างเร่งพิจารณารายละเอียด และทราบว่ามีหลายเรื่องที่ได้ข้อยุติแล้ว ส่วนที่เหลือคงเป็นการเขียนรายละเอียดของโครงการ เพื่อเสนอให้คณะกรรมการกลั่นกรองฯ พิจารณาต่อไป
สำหรับโครงการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ของกรมสรรพสามิตนั้น ปลัดกระทรวงการคลัง คาดว่าได้ข้อยุติทั้งหมดแล้ว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมสรุปรายละเอียดของโครงการเพื่อเสนอเข้ามา เพราะมีกลไกหลายส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่แค่กลไกเรื่องราคายานยนต์เพียงอย่างเดียว โดยรถแต่ละประเภทจะต้องมีแรงจูงใจที่ไม่เหมือนกัน เช่น รถจักรยานยนต์ก็แบบหนึ่ง รถไฟฟ้าก็แบบหนึ่ง ดังนั้นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบที่สุด
ก่อนหน้านี้ นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต ระบุว่า กรมสรรพสามิต อยู่ระหว่างการหารือเพื่อสรุปรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) กับกระทรวงการคลัง โดยเบื้องต้นกรมฯ ได้เตรียมรูปแบบในการอุดหนุน (Subsidize) ผ่านสถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อกับผู้ซื้อรถยนต์ (ไฟแนนซ์) ให้กระทรวงการคลังพิจารณา 2-3 รูปแบบ ซึ่งจะเป็นการอุดหนุนครั้งเดียวแล้วจบเลย เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้โดยง่าย ซึ่งรูปแบบที่เตรียมเสนอนั้น มีทั้งการให้เงินชดเชยหรือเงินส่วนลดจากวงเงินที่ได้รับไฟแนนซ์ หรือการอุดหนุนผ่านอัตราดอกเบี้ย เป็นต้น
พร้อมเห็นว่า การอุดหนุนโดยผ่านระบบไฟแนนซ์นั้น ถือเป็นการดึงระบบในการช่วยคัดกรองคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามาใช้สิทธิในโครงการด้วย ไม่ได้เป็นการให้ หรือจ่ายเงินอุดหนุนโดยตรงให้กับผู้ซื้อรถเลย ส่วนผู้ที่ซื้อรถยนต์อีวีแบบเงินสด ก็จะมีวิธีการ Subsidize ในรูปแบบที่เหมาะสมต่อไป และยืนยันว่า โครงการนี้แตกต่างกับมาตรการ EV 3.5 อย่างแน่นอน เพราะมาตรการดังกล่าวเป็นการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ แต่ครั้งนี้ จะเป็นการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ซื้อรถ EV ดังนั้นจึงเป็นคนละส่วนกัน
โดย คลฦ/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์





