
สำนักข่าวอัลจาซีราออกรายงานเจาะลึกเบื้องหลังการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ประกาศใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน แทนการใช้ปฏิบัติการทางทหาร
ทั้งนี้ หลังจากสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านดำเนินมานานกว่า 23 สัปดาห์ ปธน.ทรัมป์ก็ได้ส่งสัญญาณว่า เขาต้องการใช้วิธีกดดันเศรษฐกิจของอิหร่านมากกว่าที่จะกลับไปใช้ปฏิบัติการทางทหาร แม้ว่าเขาเคยเตือนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าสหรัฐจะเปิดฉากถล่มอิหร่านครั้งใหญ่ หากการเจรจาสันติภาพประสบความล้มเหลว
*ทรัมป์กล่าวอย่างไรเกี่ยวกับการเปลี่ยนยุทธศาสตร์?
“เรากำลังลดระดับการเจรจา” ทรัมป์กล่าวกับสำนักข่าว Axios ในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันอาทิตย์ เมื่อถูกถามถึงแนวทางของสหรัฐต่อการทำสงครามกับอิหร่าน
คำกล่าวนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิงจากคำพูดของเขาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งในเวลานั้นเขากล่าวหาอิหร่านว่า “หลอกลวง” และให้ “โอกาสสุดท้าย” แก่อิหร่านในการทำข้อตกลง มิฉะนั้นอิหร่านจะต้องเผชิญกับการโจมตีครั้งใหญ่จากสหรัฐที่จะสร้างความเสียหายอย่างรุนแรง
ขณะนี้ ทรัมป์กล่าวว่า เขาต้องการโจมตีอิหร่านด้วยวิธีทางเศรษฐกิจแทน
เขากล่าวว่า อิหร่านกำลังอยู่ในสถานการณ์ทางการเงินที่ย่ำแย่มาก โดยอ้างถึงภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูง และความยากลำบากในการจ่ายเงินเดือนให้กับทหารของตนเอง พร้อมทั้งกล่าวชื่นชมการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐ ซึ่งดำเนินมาตั้งแต่เดือนเมษายนว่า มีส่วนทำให้แรงกดดันดังกล่าวเพิ่มขึ้น
“เราแค่กำลังเฝ้าดูอิหร่านที่กำลังเผชิญกับเงินเฟ้ออย่างหนัก และข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเขาไม่มีเงิน” เขากล่าว
ทรัมป์ยังอ้างว่า ราคาน้ำมันที่ลดลง ซึ่งขณะนี้ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้ช่วยลดผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อผู้บริโภคชาวอเมริกันจากสงครามและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
“มันจะคลี่คลายไปได้ ทุกอย่างมักจะคลี่คลายได้เสมอ มันก็เหมือนกับเกมหมากรุก” เขากล่าว
ด้านนายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐ ให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์ว่า “เรากำลังอยู่ในระหว่างเกม และเรากำลังใช้เครื่องมือหลากหลายรูปแบบ ทั้งทางการทูต เศรษฐกิจ และการทหาร เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับประชาชนชาวอเมริกัน”
*การปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐ ส่งผลกระทบต่ออิหร่านอย่างไร?
สหรัฐยังคงปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือของอิหร่านตั้งแต่ช่วงกลางเดือนเมษายน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน ซึ่งประเมินว่าอยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยมาตรการดังกล่าวได้ลดรายได้จากน้ำมันของอิหร่านลงอย่างมาก
เมื่อวันเสาร์ กองบัญชาการกลางสหรัฐ (CENTCOM) รายงานว่า สามารถเปลี่ยนเส้นทางเรือพาณิชย์ 53 ลำ และขึ้นตรวจค้นเรือ 2 ลำ รวมทั้งโจมตีเรืออีก 2 ลำ ทำให้ไม่สามารถแล่นเรือได้
ทรัมป์เรียกมาตรการดังกล่าวว่าเป็น “กำแพงเหล็ก” ที่ไม่สามารถผ่อนปรนได้ ขณะที่เจ้าหน้าที่อิหร่านยืนยันว่า การส่งออกน้ำมันดิบลดลงจนเกือบเป็นศูนย์เนื่องจากการปิดล้อมของสหรัฐ
ข้อจำกัดด้านการส่งออกน้ำมันกำลังซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจที่มีอยู่เดิมของอิหร่าน ซึ่งเชื่อมโยงกับปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศและการบริหารจัดการที่ผิดพลาด รวมถึงมาตรการคว่ำบาตรอย่างรุนแรงที่ดำเนินมายาวนานหลายปี
โครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านยังได้รับความเสียหายอย่างหนักจากสงครามที่สหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยอิหร่านได้เรียกร้องให้สหรัฐชดเชยความเสียหายเหล่านี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำหรับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง
*สหรัฐกำลังขาดแคลนยุทโธปกรณ์หรือไม่?
รายงานจากสื่อหลายแห่งในสหรัฐระบุว่า คลังอาวุธของกองทัพสหรัฐกำลังร่อยหรอลง เนื่องจากการสู้รบในตะวันออกกลางและยูเครน
สำนักข่าว Axios รายงานว่า พลเอกแดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วมสหรัฐ ได้เตือนทรัมป์ และนายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ ว่า การขาดแคลนขีปนาวุธสำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศ อาจเป็นอุปสรรคต่อความสามารถของสหรัฐในการปกป้องกองกำลังและพันธมิตรในตะวันออกกลาง
หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์รายงานโดยอ้างบันทึกจากกระทรวงกลาโหมว่า ทางกระทรวงฯได้แจ้งให้อุตสาหกรรมผลิตอาวุธของสหรัฐเร่งการผลิตและส่งมอบอาวุธอย่างรวดเร็ว รวมทั้งยุทโธปกรณ์บางประเภทที่กำลังขาดแคลนอย่างหนักเนื่องจากสงครามกับอิหร่าน
อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐรายหนึ่งยืนยันว่า สหรัฐมียุทโธปกรณ์เพียงพอที่จะดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่อไป
“เรามียุทโธปกรณ์เพียงพอสำหรับภารกิจที่อยู่ตรงหน้า กระทรวงกลาโหมมีทุกสิ่งที่จำเป็นสำหรับการทำสงครามในวันนี้” จาเร็ด คอนลีย์ รองผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรมกลาโหมของทางกระทรวงฯ กล่าวกับอัลจาซีราในการให้สัมภาษณ์พิเศษ
ทรัมป์กำลังเผชิญแรงกดดันภายในประเทศจากสงครามอิหร่านหรือไม่?
ทรัมป์เริ่มต้นวาระที่สองในทำเนียบขาวเมื่อต้นปีที่แล้ว โดยให้คำมั่นว่าจะหลีกเลี่ยงการทำ “สงครามโง่ ๆ”
ปัจจุบัน สงครามอิหร่านกำลังส่งผลกระทบต่อคะแนนเสียงของรัฐบาลสหรัฐ ขณะที่ทรัมป์และพรรครีพับลิกันกำลังพยายามรักษาเสียงข้างมากที่มีอยู่อย่างฉิวเฉียดในสภาคองเกรสก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน
ผลสำรวจล่าสุดของรอยเตอร์/อิปซอสระบุว่า มีชาวอเมริกันเพียงประมาณ 35% เท่านั้นที่เห็นด้วยกับการทำสงคราม
เมื่อถามว่าพรรคการเมืองใดมีแนวทางที่ดีกว่าในการจัดการกับสงครามและการก่อการร้าย ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ลงทะเบียนแล้วเลือกพรรคเดโมแครตมากกว่าพรรครีพับลิกัน โดยมีคะแนนอยู่ที่ 37% ต่อ 36%
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่พรรคเดโมแครตมีคะแนนนำพรรครีพับลิกัน นับตั้งแต่รอยเตอร์/อิปซอสเริ่มถามคำถามนี้ในการสำรวจเมื่อเดือนธันวาคมในปี 2567 ซึ่งในเวลานั้นพรรครีพับลิกันมีคะแนนนำที่ 39% ขณะที่พรรคเดโมแครตอยู่ที่ 28%
*มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจจะใช้ได้ผลต่ออิหร่านหรือไม่?
เมห์ราน คัมราวา ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ในกาตาร์ กล่าวว่า การเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐกำลังดำเนินไปอย่างเชื่องช้า และตั้งข้อสงสัยว่าแผนการใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจของวอชิงตันจะประสบความสำเร็จหรือไม่
เขากล่าวว่า อิหร่านสามารถสร้างแรงกดดันอย่างมากต่อประเทศต่าง ๆ ในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองกำลังและโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของสหรัฐ ด้วยการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน
“สิ่งที่เราเห็นคือ อิหร่านกำลังพยายามสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค โดยเฉพาะประเทศอย่างกาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย และคูเวต เพื่อให้ประเทศเหล่านี้หันไปกดดันสหรัฐให้เจรจากับอิหร่าน”
“ขณะเดียวกัน สหรัฐก็กำลังใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายจึงไม่ยอมเป็นฝ่ายแรกที่จะยื่นมือออกมาและพูดว่า ‘มานั่งลงเจรจากันเถอะ’” เขากล่าว
คัมราวากล่าวว่า เขาไม่มั่นใจว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจของสหรัฐจะได้ผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการที่ผู้นำอิหร่านไม่ได้เผชิญแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศในระดับเดียวกับรัฐบาลทรัมป์
“เตหะรานกำลังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล แต่เราต้องคำนึงด้วยว่า ในท้ายที่สุดแล้ว ระบบการเมืองของอิหร่านเป็นระบบที่กดขี่อย่างมาก ไม่ใช่ว่าผู้มีอำนาจตัดสินใจจะใส่ใจโดยตรงต่อความเดือดร้อนของชนชั้นกลาง”
“พวกเขาต้องการอยู่ในอำนาจ ดังนั้น ผมจึงไม่แน่ใจว่ากลยุทธ์นี้จะใช้ได้ผลในเวลานี้” เขากล่าว
*สหรัฐบรรลุเป้าหมายสงครามที่ประกาศไว้หรือไม่?
คำตอบคือ “แทบจะไม่”
สหรัฐและอิสราเอลได้เปลี่ยนแปลงหรือขยับเป้าหมายของสงครามครั้งนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า นับตั้งแต่เปิดฉากสงครามเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันที่พวกเขาสังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน
ในช่วงเริ่มต้น สหรัฐระบุว่า สงครามครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อจำกัดไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และทำให้อิหร่านเกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ซึ่งต่อมาทรัมป์ก็ได้ลดความสำคัญของเป้าหมายดังกล่าวลง
สหรัฐยังมีข้อเรียกร้องอื่น ๆ เช่น การจำกัดโครงการขีปนาวุธของอิหร่าน และการยุติการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธที่เป็นพันธมิตรกับอิหร่านในภูมิภาค เช่น ฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน กลุ่มฮูตีในเยเมน และกลุ่มอื่น ๆ ในอิรักและซีเรีย
ขณะที่สงครามดำเนินต่อไป ต้นทุนที่ประเทศต่าง ๆ ในอ่าวเปอร์เซียต้องแบกรับ รวมถึงวิกฤตพลังงานโลกที่เกิดขึ้นจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ได้เพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลสหรัฐให้บรรลุข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่าน
อิหร่านได้ยื่นเงื่อนไขหลายประการสำหรับการยุติสงคราม ซึ่งรวมถึงการที่สหรัฐจะต้องยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน รวมทั้งการปลดอายัดทรัพย์สินของอิหร่าน
บันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ที่อิหร่านและสหรัฐลงนามเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งและเริ่มต้นช่วงเวลาเจรจา 60 วัน กลับล้มเหลวภายในเวลาไม่กี่วัน โดยมีสาเหตุหลักมาจากความขัดแย้งเกี่ยวกับการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ
แม้บันทึกความเข้าใจดังกล่าวจะกล่าวถึงการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐต่ออิหร่าน รวมทั้งการจัดตั้งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูอิหร่าน แต่ไม่ได้ระบุอย่างเฉพาะเจาะจงถึงข้อเรียกร้องของสหรัฐเกี่ยวกับโครงการขีปนาวุธของอิหร่าน หรือกลุ่มติดอาวุธที่เป็นตัวแทนของอิหร่านในภูมิภาค
นอกจากนี้ บันทึกดังกล่าวยังดูเหมือนจะแสดงให้เห็นว่า สหรัฐได้ล้มเลิกความหวังที่จะบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอิหร่าน
โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ




