
อินเทล (Intel) เปิดเผยในวันจันทร์ (10 ส.ค.) ว่า บริษัทมีแผนที่จะระดมทุน 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐผ่านการเสนอขายหุ้น เพื่อนำเงินไปใช้ในการขยายธุรกิจรับจ้างผลิตชิปที่มีต้นทุนสูง โดยอาศัยจังหวะที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้นจากความพยายามพลิกฟื้นธุรกิจ
อินเทล ซึ่งเคยเป็นผู้นำผู้ทรงอิทธิพลในอุตสาหกรรมชิประดับโลก กำลังทุ่มเงินลงทุนจำนวนมากในโรงงานแห่งใหม่และขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง ในขณะที่บริษัทพยายามที่จะก้าวขึ้นมาท้าทายผู้นำในอุตสาหกรรมอย่าง ไต้หวัน เซมิคอนดักเตอร์ แมนูแฟกเจอริง โค (TSMC) ในธุรกิจรับจ้างผลิตชิป
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวว่า อินเทลมีแผนที่จะเพิ่มขนาดการเสนอขายหุ้นสู่ระดับราว 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และอาจกำหนดราคาเสนอขายไว้ที่ 95 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้นหรือสูงกว่านั้น ซึ่งเป็นราคาที่ลดลงราว 2.6% จากราคาปิดของหุ้นเมื่อวันจันทร์ที่ระดับ 97.52 ดอลลาร์สหรัฐ
รายงานระบุว่า ความต้องการซื้อจากนักลงทุนพุ่งเกิน 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และมูลค่าการระดมทุนอาจทะลุ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หากมีการใช้สิทธิซื้อหุ้นเกินจำนวนที่จัดสรร
หุ้นอินเทลร่วงลงมากกว่า 4% ในวันจันทร์ อย่างไรก็ดี ณ ราคาปิดล่าสุด หุ้นของบริษัทปรับตัวขึ้นเกือบสามเท่าแล้วนับตั้งแต่ต้นปีนี้ ซึ่งทำผลงานได้ดีกว่าบริษัทคู่แข่งอย่าง เอเอ็มดี (AMD) และ อินวิเดีย (Nvidia)
การเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้งาน AI Agents ได้ส่งผลให้ความต้องการหน่วยประมวลผลกลาง (CPU) พุ่งสูงขึ้นจนเกินขีดความสามารถในการผลิตของอินเทล ซึ่งกดดันให้ผู้ผลิตชิปรายนี้ต้องปรับเพิ่มคาดการณ์รายจ่ายลงทุน (Capital Expenditure) สำหรับปีนี้ขึ้นจาก 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อเดือนก.ค.
นอกจากนี้ บริษัทยังได้ให้คำมั่นที่จะเริ่มการผลิตชิปปริมาณมากโดยใช้กระบวนการผลิตระดับ 14A ภายในปี 2571 หลังจากที่เคยออกมาเตือนก่อนหน้านี้ว่า เทคโนโลยีดังกล่าวอาจยุติการพัฒนา หากไม่มีลูกค้ารายใหญ่จากภายนอกเข้ามาใช้บริการ
โดย ตนุพัฒน์ ปิยะรัตน์/กัลยาณี ชีวะพานิช





