
เจบีเอส (JBS) บริษัทแปรรูปเนื้อสัตว์ครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในโลก ประกาศแต่งตั้ง “เวสลีย์ บาตีสตา ฟีลยู” ทายาทตระกูลผู้ก่อตั้ง ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ มีผลตั้งแต่เดือนม.ค. 2570 ควบคู่กับการรายงานผลประกอบการไตรมาส 2/2569 (เม.ย.-มิ.ย.) ที่พลิกขาดทุนสุทธิผิดคาดถึง 102 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากภาระค่าใช้จ่ายพิเศษทางกฎหมายและการเงิน แม้ทำรายได้สุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2.39 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐก็ตาม
ข่าวการเปลี่ยนตัวซีอีโอและตัวเลขขาดทุนส่งผลให้ราคาหุ้น JBS ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดร่วงลง 5.8% และลดลงต่ออีกราว 2% ในช่วงการซื้อขายนอกเวลาทำการ
ผลขาดทุน 102 ล้านดอลลาร์สหรัฐครั้งนี้ สวนทางกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ในโพล LSEG ที่มองว่าจะทำกำไรได้ 379 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากบริษัทมีค่าใช้จ่ายพิเศษจากการยอมความคดีผูกขาดทางการค้าและต้นทุนการซื้อคืนหุ้นกู้ ขณะที่กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ที่ปรับปรุงแล้วอยู่ที่ 1,430 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
บาตีสตา ฟีลยู ในวัย 34 ปี ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานบริหาร JBS ในสหรัฐฯ จะเข้ามารับตำแหน่งต่อจาก ชีลแบร์ตู โตมาโซนี ที่บริหารมาตั้งแต่ปี 2561 โดยโตมาโซนีจะขยับไปดำรงตำแหน่งรองประธานคณะกรรมการบริษัทและที่ปรึกษาอาวุโส
การแต่งตั้งครั้งนี้นับเป็นการกลับมาบริหารงานสูงสุดโดยสมาชิกตระกูลผู้ก่อตั้งเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี หลังจากสมาชิกในตระกูลต้องก้าวลงจากตำแหน่งบริหารจากคดีความทางกฎหมายในอดีต และเพิ่งได้รับอนุมัติให้กลับเข้าบอร์ดบริหารเมื่อปี 2567
ซีอีโอคนใหม่ยืนยันว่า การส่งมอบตำแหน่งครั้งนี้เน้นความต่อเนื่องในการดำเนินงาน โดยตั้งเป้าขยายการลงทุนในภูมิภาคตะวันออกกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ต่อยอดจากดีลในอินโดนีเซียเมื่อสัปดาห์ก่อน) และโอเชียเนีย พร้อมรุกตลาดสินค้ามูลค่าสูง ธุรกิจไข่ และอาหารทะเล เพื่อสร้างการเติบโตใหม่ ๆ
นอกจากนี้ JBS ยังคงเผชิญความท้าทายจากภาวะอุปทานโคตึงตัวในสหรัฐฯ ซึ่งกดดันอัตรากำไรจนต้องประกาศปิดโรงงานแปรรูป 2 แห่งในรัฐเพนซิลเวเนียและเทนเนสซีไปเมื่อเดือนมิ.ย. แต่บาตีสตา ฟีลยู คาดว่าสถานการณ์อุปทานโคในสหรัฐฯ จะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นในไตรมาส 1 ปี 2570 หลังจากรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยกเลิกมาตรการห้ามนำเข้าโคจากเม็กซิโก
โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/กัลยาณี ชีวะพานิช





