บมจ.อินโดรามา เวนเจอร์ส [IVL] เปิดผลประกอบการไตรมาส 2/2569 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิอย่างโดดเด่นที่ 5,961 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิครึ่งแรกของปีที่ 3,144.9 ล้านบาท โต 61% YoY ด้าน EBITDA ที่ 2.97 หมื่นล้านบาท รับปัจจัยหนุนหลักจากกลุ่มธุรกิจ Combined PET (CPET) ที่ส่วนต่างราคา (Benchmark Spreads) พุ่งสูงขึ้นจากเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ความได้เปรียบเชิงโครงสร้างต้นทุน Shale Gas ในอเมริกาเหนือ ตลอดจนการเติบโตของธุรกิจ Indovinya และ Indovida ขณะที่ประสิทธิภาพการดำเนินงานดีขึ้นจากการใช้มาตรการ Self-help และระบบ Sales & Operations Execution (S&OE) ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net D/E) ลดลงเหลือ 1.56 เท่า บรรลุเป้าหมายทางการเงินล่วงหน้า แม้บริษัทจะคาดว่าผลงานช่วงครึ่งปีหลังอาจชะลอตัวลงเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ยังคงเชื่อมั่นในทิศทางธุรกิจระยะยาวและเป้าหมายสร้างกระแสเงินสดอิสระเพื่อลดภาระหนี้อย่างต่อเนื่อง
IVL เปิดเผยว่า ไตรมาส 2/69 ถือเป็นช่วงที่ผลประกอบการของบริษัทปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ต่อเนื่องจากแรงส่งที่เกิดขึ้นในไตรมาสแรก ส่งให้มีกำไรสุทธิ 5,961 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 521 ล้านบาท รายได้รวมมาที่ 1.36 แสนล้านบาท โต 24%QoQ และ โต16%YoY
สำหรับครึ่งแรกของปี บริษัทมีรายได้รวม 2.45 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมี EBITDA จำนวน 2.97 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 61% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กำไรสุทธิ 3,144.9 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อนขาดทุน 1,833 ล้านบาท
การปรับตัวดีขึ้นดังกล่าวได้รับแรงสนับสนุนจากทั้ง 4 กลุ่มธุรกิจ โดยธุรกิจ PET ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากรูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบ ‘local for local’
Combined PET (CPET) เป็นกลุ่มธุรกิจหลักที่ขับเคลื่อนการปรับตัวดีขึ้นของผลประกอบการ โดยมี EBITDA จำนวน 1.99 หมื่นล้านบาทในครึ่งแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้น 111% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/69 อยู่ในระดับโดดเด่น โดย EBITDA เพิ่มขึ้น 163% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็น 1.44 หมื่นล้านบาท จาก China Integrated PET Benchmark Spreads ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากสู่ระดับ 279 เหรียญสหรัฐต่อตัน แพลตฟอร์มการผลิตแบบบูรณาการ Shale-to-PET ในทวีปอเมริกาเหนือ เครือข่ายการดำเนินงานทั่วโลก และรูปแบบธุรกิจแบบ local-for-local ยังคงเป็นความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่สำคัญของ CPET ท่ามกลางสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลง
Indovida มี EBITDA จำนวน 2 พันล้านบาทในครึ่งแรกของปี เพิ่มขึ้น 37% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ EBITDA ในไตรมาส 2/69 เพิ่มขึ้น 62% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็น 1.3 พันล้านบาท โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตภายในจากการดำเนินงาน การรับรู้ผลการดำเนินงานเต็มไตรมาสจากโรงงานแห่งใหม่ในประเทศแทนซาเนีย รวมถึงการดำเนินมาตรการด้านราคาอย่างมีวินัย ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางในปัจจุบัน
Indovinya มี EBITDA จำนวน 6.4 พันล้านบาทในครึ่งแรกของปี เพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมี EBITDA ที่แข็งแกร่งในไตรมาส 2/69 จำนวน 4.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 94% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ผลการดำเนินงานได้รับแรงสนับสนุนจากการเพิ่มประสิทธิภาพเชิงพาณิชย์ และสภาวะตลาดที่เอื้ออำนวย โดยมีการปรับตัวดีขึ้นทั้งในพอร์ต HVA และ Essentials นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจยังได้รับประโยชน์จากทำเลที่ตั้งของฐานการผลิตที่มีความได้เปรียบ และความได้เปรียบด้านต้นทุนจาก Shale Gas
Fibers มี EBITDA จำนวน 2.8 พันล้านบาทในครึ่งแรกของปี 2569 ลดลง 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา โดย EBITDA ในไตรมาส 2/69 อยู่ที่ 1.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 39% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อุปสงค์ที่มีเสถียรภาพในกลุ่ม Hygiene ควบคู่กับการดำเนินงานด้านการปรับพอร์ตธุรกิจและมาตรการ Transformation ช่วยบรรเทาผลกระทบจากภาวะตลาดที่อ่อนแอในกลุ่ม Lifestyle และ Mobility
ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรกปี 2569 จาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่
ความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง แพลตฟอร์มการดำเนินงานระดับโลกที่มีการบูรณาการตลอดห่วงโซ่คุณค่า และรูปแบบการผลิตแบบ ‘local for local’ ช่วยให้บริษัทสามารถปรับการจัดสรรการผลิตได้อย่างรวดเร็ว รักษาความต่อเนื่องในการจัดหาสินค้าให้แก่ลูกค้า และสามารถเลือกใช้ประโยชน์จากโอกาสด้านราคาในหลายภูมิภาค นอกจากนี้ แรงกดดันด้านต้นทุนในกลุ่มธุรกิจ PET และ Indovinya ยังคงอยู่ในระดับจำกัด โดยได้รับประโยชน์จากการบูรณาการตลอดห่วงโซ่คุณค่าในทวีปอเมริกาเหนือ และความได้เปรียบด้านต้นทุนจากการเชื่อมโยงกับ Shale Gas
มาตรการ Self-help ของฝ่ายบริหาร: บริษัทมีความคืบหน้าที่ชัดเจนในการยกระดับวินัยด้านการดำเนินงาน ซึ่งรวมถึงการบริหารการผลิตอย่างระมัดระวังเพื่อจำกัดการสะสมของสินค้าคงคลังที่มีต้นทุนสูง รวมถึงการให้ความสำคัญเชิงกลยุทธ์กับ Sales & Operations Execution (S&OE) เพื่อเพิ่มการมองเห็นข้อมูลแบบเรียลไทม์และยกระดับความรับผิดชอบในการดำเนินงาน
สภาวะตลาดที่เอื้ออำนวย: เหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักของอุปทานในระยะสั้น และผลักดันให้ Benchmark Spreads ของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ในพอร์ตธุรกิจปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่การเพิ่มขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบที่อ้างอิงกับราคาน้ำมันดิบส่งผลให้ราคาขายปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย
ฐานะทางการเงินและวินัยในการดำเนินงาน
สินค้าคงคลังและการเปลี่ยนผลประกอบการเป็นกระแสเงินสด: การนำ S&OE มาใช้อย่างเข้มงวดช่วยยกระดับประสิทธิภาพในการบริหารสินค้าคงคลังโดยตรง อัตราการหมุนเวียนสินค้าคงคลังเพิ่มขึ้นจาก 4.7 เท่าในไตรมาส 4/68 เป็น 5.0 เท่าในไตรมาส 2/69 สะท้อนถึงการปรับปรุงเชิงโครงสร้างในการเปลี่ยนผลประกอบการเป็นกระแสเงินสด ซึ่งคาดว่าจะดำเนินต่อไป
การผลิตและคุณภาพของอัตรากำไร: บริษัทปรับลดอัตราการใช้กำลังการผลิตลงอย่างมีวินัยจาก 76% ในไตรมาส 1/69 เป็น 74% ในไตรมาส 2/69 ซึ่งสะท้อนถึงการตัดสินใจของฝ่ายบริหารในการปรับระดับการผลิตให้สอดคล้องกับเป้าหมายสินค้าคงคลัง เพื่อรักษาคุณภาพของอัตรากำไรและประสิทธิภาพในการเปลี่ยนผลประกอบการเป็นกระแสเงินสด ท่ามกลางภาวะราคาที่มีความผันผวน
การเสริมสร้างความแข็งแกร่งของงบฐานะทางการเงิน: งบฐานะทางการเงินของบริษัทมีความแข็งแกร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในครึ่งแรกของปี 2569 โดยกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานหลังหักรายจ่ายฝ่ายทุนเพื่อการบำรุงรักษาอยู่ที่ 2.59 หมื่นล้านบาท ขณะที่หนี้สินสุทธิลดลงจาก 2.36 แสนล้านบาท เป็น 2.26 แสนล้านบาท และอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นปรับตัวดีขึ้นจาก 1.83 เท่า เป็น 1.56 เท่า ซึ่งบรรลุเป้าหมายสำหรับทั้งปีที่กำหนดไว้ใน Capital Markets Day ได้เร็วกว่ากำหนด
IVL ระบุว่า แม้ว่าผลประกอบการคาดว่าจะชะลอลงจากระดับที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษในไตรมาส 2/69 ตามปัจจัยสนับสนุนจากภาวะตลาดชั่วคราวที่ทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่แนวโน้มพื้นฐานของธุรกิจยังคงเป็นบวก ผลการดำเนินงานในครึ่งแรกของปี 2569 แสดงให้เห็นว่าบริษัทได้เปลี่ยนผ่านจากช่วงของการวิเคราะห์และวินิจฉัยปัญหาไปสู่การดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับช่วงเวลาที่เหลือของปี บริษัทจะมุ่งเน้นเป้าหมายสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ การสร้างผลประกอบการที่ยั่งยืนภายใต้ระดับ Spreads ที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ การเปลี่ยนผลประกอบการเป็นกระแสเงินสดอิสระ การลดหนี้สินสุทธิในเชิงมูลค่า และการเพิ่มผลตอบแทนจากเงินทุน ทั้งนี้ฝ่ายบริหารมีความเชื่อมั่นว่าจะสามารถบรรลุประมาณการสำหรับปี 2569 และยังคงมุ่งมั่นในการบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้สำหรับปี 2571




