TOP จับตา Stock Loss H2/69 หลังตอ.กลางยังไม่แน่นอน แม้ Q2/69 กำไร 8.2 พันลบ. โต YoY แต่ลดลง QoQ

บมจ.ไทยออยล์ [TOP] ปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 2/69 มีกำไรสุทธิ 8,284 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า ผลจากการตั้งรับรู้ขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน (Stock Loss) 10,741 ล้านบาท และผลขาดทุนจากการบริหารความเสี่ยงราคาน้ำมันอีก 6,476 ล้านบาท หลังราคาน้ำมันดิบโลกดิ่งลงอย่างรวดเร็วในช่วงปลายไตรมาส จากเหตุการณ์ความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซที่เริ่มคลี่คลาย อย่างไรก็ดี ภาพรวมครึ่งปีแรกของปี 2569 ยังโตแกร่ง ทำกำไรสุทธิรวม 27,765 ล้านบาท พุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมเดินหน้าปรับกลยุทธ์กระจายแหล่งจัดหาน้ำมันดิบ ควบคู่การเร่งเครื่องโครงการพลังงานสะอาด (CFP) เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศระยะยาว 

นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ TOP เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ส่งผลให้ช่องแคบ ฮอร์มุซปิดชั่วคราว กระทบต่อการขนส่งน้ำมันดิบประมาณร้อยละ 20 ของอุปทานโลก ไทยออยล์จึงปรับกลยุทธ์การจัดหาน้ำมันดิบอย่างทันท่วงที โดยลดการพึ่งพาจากตะวันออกกลางและกระจายแหล่งจัดหามากขึ้น โดยในไตรมาส 2 ไทยออยล์จัดหาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางอยู่ที่ 59% จากทวีปแอฟริกาและทวีปอเมริการวมกัน 32% จากภายในประเทศ 7% และจากตะวันออกไกล 2% พร้อมรักษาอัตราการกลั่นของโรงกลั่นในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ”

ความขัดแย้งดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในช่วง เดือนมีนาคม–เดือนพฤษภาคม 2569 ก่อนจะปรับลดลงอย่างรวดเร็วในเดือนมิถุนายนหลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว ส่งผลให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซทยอยกลับมา น้ำมันดิบจากตะวันออกกลางออกสู่ตลาดมากขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับลดลงในช่วงปลายไตรมาส 2/69

อย่างไรก็ตาม น้ำมันดิบที่ใช้ในการผลิตจะต้องจัดซื้อล่วงหน้าประมาณ 1-2 เดือน โดยน้ำมันดิบที่ใช้ในการผลิตในไตรมาส 2/69 จะเป็นน้ำมันดิบที่จัดซื้อในช่วงเดือนเมษายน – เดือนพฤษภาคม ซึ่งราคาน้ำมันดิบยังคงอยู่ในระดับสูงขณะที่ราคาน้ำมันปรับลดลงอย่างรวดเร็วในเดือนมิถุนายน จึงรับรู้ผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน (Stock Loss) จำนวน 10,741 ล้านบาท หรือ 12.2 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ประกอบกับผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจากการบริหารความเสี่ยงราคาน้ำมัน จำนวน 6,476 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ในไตรมาส 2/69 เท่ากับ 8,915 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาส 1/69 ที่มี EBITDA 31,641 ล้านบาท แต่เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2/68 ที่ 1,278 ล้านบาท และเมื่อหักค่าเสื่อมราคา ต้นทุนทางการเงิน และค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ ไทยออยล์มีกำไรสุทธิ 8,284 ล้านบาท หรือเทียบเท่า 3.71 บาทต่อหุ้น ลดลง 11,197 ล้านบาทจากไตรมาส 1/69 และในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ไทยออยล์มีกำไรสุทธิ 27,765 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากครึ่งปีแรกของปี 68 ซึ่งอยู่ที่่ 9,979 ล้านบาท”

สำหรับแนวโน้มในช่วงไตรมาส 3/69 คาดว่าสถานการณ์ตลาดยังคงมีความไม่แน่นอน โดยมีปัจจัยที่น่าจับตา ดังนี้:

  1. การรับรู้ผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน (Stock Loss) ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 จากการจัดซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้าในช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง หากสถานการณ์คลี่คลายและราคาน้ำมันดิบปรับลดลง อาจจะรับรู้ผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน (Stock Loss) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569
  2. สภาพคล่องและกระแสเงินสดลดลงจากการให้ความร่วมมือกับภาครัฐเพื่อบรรเทาค่าครองชีพประชาชน การปรับลดราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่น ตามมติ กบง. ลง 1.4 –2.4 บาทต่อลิตร ในช่วงวันที่ 9 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม 2569 และเงินชดเชยคงค้างจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ส่งผลให้สภาพคล่องของไทยออยล์ลดลงรวมประมาณ 10,800 ล้านบาท และคาดว่าจะทำให้เกิดต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นประมาณ 320 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ ต้นทุนดังกล่าวเป็นผลจากการปฏิบัติตามมาตรการภาครัฐ มิใช่ต้นทุนจากการดำเนินธุรกิจตามปกติ และ ไม่ได้ผลักภาระดังกล่าวไปยังราคาน้ำมันสำเร็จรูป
  3. ความผันผวนของความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูป จากอุปสงค์ในประเทศที่มีแนวโน้มอ่อนตัว ส่งผลให้สินค้าคงคลังและต้นทุนจัดเก็บเพิ่มขึ้น และอาจต้องจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในราคาที่ลดลงตามแนวโน้มราคาตลาดล่วงหน้า (Forward Price) รวมถึงปรับลดกำลังการผลิต ซึ่งอาจกระทบต่อการผลิตน้ำมันสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์อื่นและวัตถุดิบสำคัญ เช่น ก๊าซหุงต้ม แนฟทา กำมะถัน และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีบางชนิด ตลอดจนความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง

ด้านความสำเร็จของการขับเคลื่อนประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพื่อการเติบโตในอนาคต

  1. ดำเนินงานเชิงรุก เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยกระจายแหล่งจัดหาน้ำมันดิบไปยังทวีปแอฟริกาและทวีปอเมริกา ควบคู่กับการใช้คลังน้ำมันดิบลอยน้ำ (Floating Storage) และการจัดหาถังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มเติม เพื่อรักษาความต่อเนื่องการผลิตและการส่งมอบน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อความต้องการของประเทศ
  2. เร่งดำเนินการโครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project: CFP) อย่างต่อเนื่องตามแผนงาน   เพื่อรองรับการทดลองเดินเครื่องจักรของกลุ่มหน่วยกลั่นน้ำมันดิบใหม่ในปี 2570 และการเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ของโครงการในไตรมาสที่ 3/71 โดยคาดว่าโครงการจะช่วยสนับสนุนการจ้างงานในประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงการก่อสร้างกว่า 20,000 คน

ไทยออยล์ร่วมบรรเทาค่าครองชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย มูลค่ารวมกว่า 3,500 ล้านบาท

ตลอดกว่า 65 ปี ไทยออยล์ดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าแก่ชุมชนและสังคม โดยในปี 2569 มีส่วนร่วมบรรเทาค่าครองชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย มูลค่ารวมกว่า 3,500 ล้านบาท ผ่านการปรับลดราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่นในช่วงครึ่งแรกของปีตามมาตรการภาครัฐ มูลค่าประมาณ 3,220 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าโครงการเพื่อสังคมตลอดปี 2569 มูลค่ารวมกว่า 300 ล้านบาท ครอบคลุมด้านสุขภาวะ พลังงานและสิ่งแวดล้อม การศึกษา สังคมและวัฒนธรรม โดยมีการดำเนินงานสำคัญ ได้แก่

ด้านสุขภาวะ: สนับสนุนโรงพยาบาลแหลมฉบังด้วยงบประมาณสะสมกว่า 170 ล้านบาท ครอบคลุมการก่อสร้าง “อาคารไทยออยล์” อาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉิน 5 ชั้น การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมขยายการสนับสนุนสู่ระดับประเทศ โดยในปี 2569 มอบเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์มูลค่ากว่า 195 ล้านบาท แก่โรงพยาบาล 16 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มศักยภาพการให้บริการสาธารณสุขแก่ประชาชน

ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม: ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่โรงพยาบาลและสถานศึกษาภาครัฐในพื้นที่ห่างไกลสะสม 24 แห่ง ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 428 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ประมาณ 45,000 ต้น* พร้อมช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน

ด้านการศึกษา สังคมและวัฒนธรรม: ส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาศักยภาพเยาวชน ผ่านทุนการศึกษา สื่อการเรียนรู้และกิจกรรมพัฒนาทักษะ ควบคู่กับการส่งเสริมกีฬา การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่นเพื่อสร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน

ภายใต้ความท้าทายของตลาดพลังงานโลก ไทยออยล์ยังคงมุ่งสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ด้วยการจัดหาน้ำมันดิบและรักษาระดับการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการของประเทศ ควบคู่กับการขับเคลื่อนโครงการพลังงานสะอาดเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม และสร้างคุณค่าที่สมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ภายใต้หลักการดำเนินธุรกิจด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน