โลกปรับเกมความมั่นคงด้านพลังงานอย่างไร ในวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ?

สถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซยังคงตึงเครียด หลังอิหร่านประกาศเมื่อวันอังคาร (11 ส.ค.) ว่า หนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลกแห่งนี้จะยังคงปิดต่อไป จนกว่าสหรัฐฯ จะ “เปลี่ยนพฤติกรรม” และยอมรับเงื่อนไขของอิหร่านเพื่อยุติสงคราม

วิกฤตการณ์ที่ยืดเยื้อนี้กำลังสร้างความกดดันอย่างหนักต่อระบบพลังงานโลก ส่งผลให้รัฐบาลในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียและนานาประเทศต้องเร่งหาทางออกทางการทูต ควบคู่ไปกับการสำรวจเส้นทางขนส่งทางเลือก และทบทวนยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านพลังงานครั้งใหญ่

แล้วแต่ละประเทศรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร? และจะทำได้จริงหรือ?

การทูตติดหล่ม

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ลดท่าทีแข็งกร้าวจากที่เคยขู่โจมตีอิหร่านเมื่อช่วงต้นเดือน โดยระบุว่าการเจรจามีความคืบหน้า แต่ประเทศที่เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยกลับเผยว่า กระบวนการทางการทูตได้หยุดชะงักลง เนื่องจากข้อเรียกร้องของอิหร่านที่ต้องการให้มีการผ่อนคลายทางการเงิน สวนทางกับสหรัฐฯ ที่ยืนกรานให้การเดินเรือผ่านช่องแคบกลับคืนสู่ภาวะปกติโดยไม่มีเงื่อนไข

อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน กล่าวว่าเมื่อวันอาทิตย์ (9 ส.ค.) ว่า ข้อตกลงกับโอมานเกี่ยวกับการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอยู่ใน “ขั้นตอนท้าย ๆ” แล้ว แต่ขณะเดียวกันก็ย้ำด้วยว่า การเปิดเส้นทางน้ำแห่งนี้ขึ้นอยู่กับว่าสหรัฐฯ จะยอมรับเงื่อนไขของเตหะรานหรือไม่ ซึ่งรวมถึงการชดเชยความเสียหายจากสงคราม การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และการปลดอายัดทรัพย์สินของอิหร่าน

นอกจากนี้ อิหร่านยังประกาศห้ามไม่ให้เรือรบของกองทัพเรือสหรัฐฯ สัญจรผ่านช่องแคบดังกล่าว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในเงื่อนไขการเปิดเส้นทาง หวังลดบทบาททางทหารของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซียที่มีมายาวนานหลายทศวรรษ

ขณะที่ผู้นำสหรัฐฯ ได้ออกมาตอบโต้กลับเมื่อวันจันทร์ (10 ส.ค.) โดยระบุว่าเขา “เรียกร้องค่าชดเชยจากอิหร่านเช่นเดียวกัน” และประเด็นนี้จะถูกยกขึ้นมาถกบนโต๊ะเจรจาในอนาคต

นาวีน ดาส นักวิเคราะห์ตลาดน้ำมันจาก Kpler กล่าวว่า สหรัฐฯ ไม่น่าจะยอมให้อิหร่านเข้าควบคุมการเดินเรือผ่านช่องแคบ ขณะที่บริษัทประกันภัยเองก็อาจลังเลที่จะรับประกันภัยให้กับเรือที่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้อิหร่าน ความขัดแย้งนี้จึงลุกลามเกินกว่าแค่เรื่องการเปิดช่องแคบ แต่กลายเป็นข้อกังขาเรื่องอำนาจการควบคุม มาตรการลงโทษ และขั้นตอนการปฏิบัติจริง

อลัน แอร์ อดีตนักการทูตสหรัฐฯ และผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่าน กล่าวว่า อิหร่านกำลังใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเครื่องมือต่อรองเพื่อไม่ให้สหรัฐฯ เป็นฝ่ายคุมเกม ด้านโจนาธาน พานิคอฟฟ์ อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านการข่าวของสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งในสถาบัน Atlantic Council ชี้ว่า ไม่ว่าทรัมป์จะตัดสินใจอย่างไร “ผลลัพธ์พื้นฐานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ อิหร่านจะเข้ามามีอำนาจควบคุมช่องแคบแห่งนี้โดยพฤตินัยอย่างมีนัยสำคัญ”

เร่งหาเส้นทางทดแทน

สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ 12News เมื่อไม่นานมานี้ว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะ “ไม่มีวัน” กลับไปเป็นเหมือนเดิม และอาจกลายเป็นเส้นทางที่ “หมดความสำคัญ” ลงภายในสองปีข้างหน้า เนื่องจากพลังงานจำนวนมากจะถูกลำเลียงผ่านเส้นทางอื่นแทน

  • ซาอุดีอาระเบีย กำลังพิจารณาขยายขีดความสามารถในการขนส่งน้ำมันผ่านท่อส่งน้ำมันดิบไปยังชายฝั่งทะเลแดงทางตะวันตก เพิ่มขึ้นอีกสูงสุด 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากปัจจุบันที่สามารถขนส่งน้ำมันดิบไปยังท่าเรือยันบุ (Yanbu) ได้สูงสุด 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน
  • สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศเร่งรัดโครงการก่อสร้างท่อส่งน้ำมันแห่งใหม่เมื่อเดือนพ.ค. เพื่อเลี่ยงการใช้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มกำลังการส่งออกน้ำมันดิบผ่านท่าเรือฟูไจราห์ (Fujairah) เป็นสองเท่าภายในปี 2570
  • อิรักและตุรกี ลงนามในข้อตกลงระยะเวลา 1 ปี เมื่อวันที่ 1 ส.ค. เพื่อฟื้นฟูและเพิ่มการส่งออกน้ำมันดิบผ่านท่อส่งน้ำมันเคอร์คุก-เจย์ฮาน (Kirkuk-Ceyhan) หวังรับประกันการไหลเวียนของน้ำมันดิบจำนวน 750,000 บาร์เรลต่อวัน

อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าเส้นทางทางเลือกเหล่านี้ไม่สามารถทดแทนช่องแคบฮอร์มุซได้ในทันที โครงการขยายท่อส่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบียอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปี ขณะที่ประเทศอย่างกาตาร์และคูเวตไม่มีเส้นทางขนส่งอื่นที่สามารถหลีกเลี่ยงช่องแคบนี้ได้

ส่วนก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ยิ่งเปลี่ยนเส้นทางได้ยากกว่า เนื่องจากต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานและเรือขนส่งเฉพาะทาง ทั้งนี้ ก่อนเกิดสงคราม ปริมาณ LNG ราวหนึ่งในห้าของโลกถูกขนส่งผ่านช่องแคบแห่งนี้ ทำให้ผู้ส่งออก LNG ยังคงต้องพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซอย่างมากในอนาคตอันใกล้

แคโรล นัคเล นักเศรษฐศาสตร์ด้านพลังงาน กล่าวกับ The New Arab ว่า เส้นทางทางเลือกเหล่านี้เป็น “ส่วนเสริม ไม่ใช่สิ่งที่จะมาทดแทนฮอร์มุซได้” เพราะแม้จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับระบบพลังงาน แต่ก็ไม่สามารถขจัดความเสี่ยงให้หมดไป

จุดเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานโลก

ไคลด์ รัสเซลล์ คอลัมนิสต์จากสำนักข่าวรอยเตอร์ กล่าวว่า ผลกระทบระยะยาวที่แท้จริงจากสงครามอิหร่านอาจกลายเป็น “แรงผลักดันระลอกใหม่ที่กระตุ้นให้ประเทศผู้นำเข้าพลังงานลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล”

รายงานฉบับใหม่จากคณะกรรมาธิการการเปลี่ยนผ่านพลังงานระบุว่า สงครามอิหร่านได้เผยให้เห็น “จุดเปราะบางเชิงโครงสร้างของระบบพลังงานโลก” นั่นคือการพึ่งพาอุปทานพลังงานฟอสซิลที่กระจุกตัวในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์และเส้นทางขนส่งที่สุ่มเสี่ยง ขณะที่ระบบพลังงานสะอาดถูกมองว่า “มีภูมิคุ้มกันในเชิงโครงสร้าง” ต่อแรงกระแทกในลักษณะนี้

ออสเตรเลียกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันแห่งใหม่ท่ามกลางวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ โดยรัฐบาลจัดสรรงบประมาณ 4 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 2.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้น ขณะเดียวกัน บริษัทเหมืองแร่และผู้บริโภคในประเทศก็หันมาใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้นเช่นกัน

โดย Fortescue Metals Group ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทเหมืองแร่เหล็กรายใหญ่ของออสเตรเลีย กำลังเปลี่ยนมาใช้ยานพาหนะไฟฟ้าในการทำเหมือง รวมถึงเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน

ขณะเดียวกัน สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งชาติออสเตรเลียรายงานยอดขายรถยนต์ใหม่ที่แข็งแกร่งในเดือนก.ค. โดยยอดขายยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมากกว่าสามเท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

รัสเซลล์ระบุว่า การสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในอนาคตจะต้องอาศัยการกระจายความเสี่ยง “ทั้งในมิติของแหล่งที่มา และประเภทของพลังงานที่นำมาใช้”

โดย ปนัยดา ปัทมโกวิท/รัตนา พงศ์ทวิช