นักวิเคราะห์ต่างชาติคาดการณ์ว่า ค่าเงินบาทที่แข็งแกร่งขึ้นเมื่อไม่นานมานี้อาจเกิดขึ้นเพียงแค่ชั่วคราว เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มที่จะคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไป เพื่อพยุงเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน สวนทางกับธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
แม้เงินบาทแข็งค่าขึ้น 0.9% นับตั้งแต่ต้นเดือนนี้ ซึ่งทำให้เงินบาทเป็นสกุลเงินที่ทำผลงานได้ดีที่สุดเป็นอันดับสองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่นักวิเคราะห์จากบีเอ็นพี พาริบาส์ (BNP Paribas) คาดการณ์ว่า เงินบาทจะอ่อนค่าลงแตะระดับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ภายในสิ้นปี ขณะที่นักวิเคราะห์จากเอ็มยูเอฟจี แบงก์ (MUFG Bank) คาดว่าค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงราว 4% สู่ระดับ 34.40 บาทต่อดอลลาร์ในไตรมาส 4/2569 เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะกดดันการส่งออกของไทย
ทั้งนี้ ไทยเผชิญกับการขาดดุลการค้ามูลค่า 2.67 พันล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกันดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยพลิกกลับมาขาดดุล 1.77 หมื่นล้านดอลลาร์ในไตรมาสที่แล้ว จากที่เคยเกินดุล 1.4 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากมูลค่าการนำเข้าพลังงานที่สูงขึ้น
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของธปท.ส่งสัญญาณว่ายังไม่มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ แม้เผชิญกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้ออันเนื่องมาจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบ
ทั้งนี้ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทยเป็นวงกว้าง โดยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินที่พุ่งสูงขึ้นและภาวะไร้เสถียรภาพอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ความกังวลด้านการคลังก็กำลังเพิ่มขึ้นเช่นกัน เนื่องจากรัฐบาลมีแผนที่จะระดมเงินผ่านการกู้ยืมล็อตใหม่จำนวน 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อนำมาใช้ในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและโครงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ทำให้เกิดความกังวลว่าไทยจะสามารถรักษาเพดานหนี้สาธารณะให้อยู่ภายใต้กรอบ 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ได้หรือไม่
นักกลยุทธ์ด้านอัตราแลกเปลี่ยนของเอ็มยูเอฟจีในสิงคโปร์ คาดการณ์ว่า ธปท.จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1% ในการประชุมวันที่ 26 ส.ค.นี้ เพื่อพยุงการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่การดำเนินการดังกล่าวจะกดดันค่าเงินบาท เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรของสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับสูง พร้อมกับคาดการณ์ว่าไทยจะยังคงขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่องในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าอันเนื่องมาจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน ซึ่งทำให้ปัจจัยหลักที่เคยช่วยพยุงค่าเงินบาทต้องสูญเสียไป
อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยยังคงอยู่ในระดับต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย แม้ว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์จะดำเนินนโยบายคุมเข้มทางการเงินเพื่อสกัดเงินเฟ้อและพยุงค่าเงินของตนเองแล้วก็ตาม
ด้านนักกลยุทธ์ด้านอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดเกิดใหม่ในเอเชียของบีเอ็นพี พาริบาส์กล่าวว่า มีโอกาสมากขึ้นที่เงินบาทจะอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เนื่องจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ที่อาจกว้างขึ้น พร้อมกับคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยติดต่อกัน 3 ครั้งโดยเริ่มตั้งแต่เดือนธ.ค. ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะบั่นทอนแรงส่งตามฤดูกาลของค่าเงินบาทที่มักจะได้รับจากการท่องเที่ยวในช่วงปลายปี
โดย รัตนา พงศ์ทวิช





