มองมุมต่าง: หุ้น THAI ผ่านมรสุมข่าวร้ายสารพัด แต่เหตุใดราคายังไม่ยอมพังตามคำขู่!

หากมีหุ้นตัวหนึ่งที่ถูกตลาด “ขู่” มากที่สุดในช่วงที่ผ่านมา ชื่อของ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI น่าจะติดอยู่ในลำดับต้น ๆ

นับตั้งแต่กลับมาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ หุ้น THAI ต้องเผชิญกับข่าวลบและความกังวลแทบไม่ขาดสาย ทั้งเรื่องหุ้นเพิ่มทุนจากการแปลงหนี้เป็นทุนจำนวนมหาศาล ข่าวการขายบิ๊กล็อต กระแสข่าวเรื่องการทำ Short Sell ผลประกอบการที่ชะลอตัว ตลอดจนความคาดหวังว่าจะได้รับเลือกเข้าสู่ดัชนี MSCI ซึ่งสุดท้ายก็ยังไม่เกิดขึ้นในการทบทวนรอบล่าสุด

แต่เรื่องที่สร้างความหวาดกลัวมากที่สุดคงหนีไม่พ้นหุ้นจำนวน 19,802 ล้านหุ้น หรือประมาณ 70% ของหุ้นทั้งหมด ซึ่งพ้นระยะเวลาห้ามขายตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2569 เป็นต้นมา

ก่อนถึงวันปลดล็อก มีคำเตือนเต็มตลาดจาก กูรู นักวิเคราะห์ ว่า หุ้นจำนวนมหาศาลเหล่านี้ กำลังจะถูกนำออกมาถล่มขายในกระดาน เพราะเจ้าหนี้จำนวนมากได้รับหุ้นจากการแปลงหนี้ในต้นทุนประมาณ 2.5452 บาทต่อหุ้น เมื่อเทียบกับราคาหุ้นในตลาดที่สูงกว่าต้นทุนหลายเท่า จึงมีแรงจูงใจให้ขายทำกำไรได้ทันที แต่เหตุการณ์ดังกล่าวก็ไม่ได้เกิดขึ้น

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจ และต้องแยกให้ออกว่า หุ้นจำนวน 19,802 ล้านหุ้นที่พ้น Lock-up ไซเรนต์ พีเรียด หมายถึงหุ้นที่สามารถขายได้ ไม่ได้หมายความว่าผู้ถือหุ้นทั้งหมดจำเป็นต้องนำออกมาขายในวันเดียวกันซะเมื่อไหร่

ผู้ถือหุ้นกลุ่มนี้มีทั้งกระทรวงการคลัง สถาบันการเงิน สหกรณ์ออมทรัพย์ เจ้าหนี้ภาครัฐ และเจ้าหนี้รายใหญ่ซึ่งต่างมีข้อจำกัดและวัตถุประสงค์ในการถือหุ้นไม่เหมือนกัน

บางรายต้องการขายเพื่อลดความเสี่ยง แต่บางรายอาจยังไม่จำเป็นต้องขาย หากฐานะทางการเงินไม่ได้มีปัญหาหรือเห็นว่าราคาปัจจุบันยังไม่เหมาะสม

ดังนั้น ตัวเลข 19,802 ล้านหุ้น จึงเป็นเพียง“หุ้นที่มีสิทธิขาย” แต่ไม่ใช่ “คำสั่งขาย”

ถัดมายังมีกระแสข่าวเกี่ยวกับความพยายามจัดการหุ้นก้อนใหญ่ระดับ 4,000-5,000 ล้านหุ้นผ่านธุรกรรม Big Lot แต่ดีลไม่สามารถเกิดขึ้นได้ตามที่ตลาดคาดหวัง ยิ่งทำให้นักลงทุนกังวลว่า เมื่อไม่มีผู้ซื้อรายใหญ่รับหุ้นทั้งก้อน หุ้นเหล่านี้อาจถูกนำมาทยอยขายผ่านกระดานแทน

อย่างไรก็ตาม ต้องระมัดระวังในการนำข่าวลักษณะนี้มาใช้ตัดสินใจ เพราะรายละเอียดของผู้ซื้อ ผู้ขาย จำนวนหุ้น ราคา และสาเหตุที่การเจรจาไม่สำเร็จ ไม่ได้มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการอย่างครบถ้วน การไม่มีดีลบิ๊กล็อตจึงไม่ได้แปลโดยอัตโนมัติว่าจะเกิดแรงขายถล่มตลาดอย่างที่คาดเดากัน

ที่สำคัญ THAI เคยมีรายการ Big Lot เกิดขึ้นจริงเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ประมาณ 1,548 ล้านหุ้น มูลค่าราว 9,287 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ย 6 บาทต่อหุ้น แสดงให้เห็นว่าในตลาดยังมีผู้ซื้อที่พร้อมรับหุ้นก้อนใหญ่ เพียงแต่ผู้ซื้อย่อมต้องต่อรองราคาให้เหมาะสมกับความเสี่ยงของตนเอง

มรสุมลูกถัดมา คือผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ซึ่ง THAI มีกำไรสุทธิ 1,528 ล้านบาท ลดลง 87.4% จากกำไร 12,124 ล้านบาทในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ตัวเลขกำไรที่หายไปกว่าหมื่นล้านบาทจึงดูน่าตกใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่หากมองลึกลงไป รายได้รวมของบริษัทกลับเพิ่มขึ้น 8.5% เป็นประมาณ 48,621 ล้านบาท ขณะที่สาเหตุสำคัญที่กดดันกำไรเกิดจากราคาน้ำมันเครื่องบิน ต้นทุนทางการเงิน และฐานกำไรของปีก่อนที่มีรายการพิเศษเข้ามาช่วย

ครึ่งปีแรกของปี 2569 การบินไทยยังมีกำไรสุทธิรวมประมาณ 11,621 ล้านบาท แม้ลดลงจาก 21,956 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจกลับไปอยู่ในภาวะขาดทุนอย่างที่ตัวเลขกำไรไตรมาส 2 อาจทำให้หลายคนเข้าใจ

จุดที่นักลงทุนควรติดตามจริง ๆ จึงไม่ใช่แค่กำไรสุทธิไตรมาสเดียว แต่คือความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงาน ราคาน้ำมัน อัตราบรรทุกผู้โดยสาร รายได้ต่อหน่วย ต้นทุนทางการเงิน การรับมอบเครื่องบินใหม่ และความสามารถในการรักษากระแสเงินสดหลังออกจากแผนฟื้นฟูกิจการ

แม้แต่ความหวังเรื่อง MSCI ก็สร้างแรงกดดันให้กับ THAI เช่นกัน นักลงทุนบางส่วนคาดว่าหุ้นอาจได้รับเลือกเข้าสู่ MSCI Global Standard Index ซึ่งจะทำให้กองทุนที่อ้างอิงดัชนีต้องเข้าซื้อหุ้นตามน้ำหนัก

แต่ผลการทบทวนดัชนีเดือนสิงหาคม 2569 ที่ประกาศออกมาล่าสุด ไม่มีการเพิ่ม THAI เข้าสู่ดัชนีหลัก ขณะที่หุ้นไทยใน MSCI Global Small Cap มีเพียง GUNKUL และ HANA ที่ได้รับเพิ่มเข้า ส่วน CHG และ JTS ถูกถอดออก โดยการเปลี่ยนแปลงจะมีผลหลังปิดตลาดวันที่ 31 สิงหาคม 2569

การไม่เข้า MSCI อาจทำให้แรงซื้อที่ตลาดเคยเก็งกำไรไว้ไม่เกิดขึ้น และสร้างแรงขายระยะสั้นจากผู้ที่ซื้อดักหน้า แต่ไม่ได้แปลว่าพื้นฐานของ THAI เปลี่ยนไป เพราะ MSCI พิจารณาหลายองค์ประกอบ ทั้งมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด สัดส่วนหุ้นที่นักลงทุนต่างชาติซื้อขายได้ ฟรีโฟลต และสภาพคล่อง ไม่ได้พิจารณาจากผลกำไรของบริษัทเพียงอย่างเดียว

เมื่อนำทุกเรื่องมารวมกัน หุ้น THAI จึงดูเหมือนหุ้นที่ถูก ศาลเตี้ยของตลาด ตัดสินล่วงหน้าอยู่ตลอดเวลา แต่ในความเป็นจริง ความเสี่ยงทั้งหมดมีอยู่จริงและไม่ควรถูกมองข้าม โดยเฉพาะภาวะหุ้นล้นตลาด ต้นทุนน้ำมัน ต้นทุนทางการเงิน และกำไรที่ผันผวนตามวัฏจักรอุตสาหกรรมการบิน แต่การนำความเสี่ยงทุกข้อมาแปลเป็นกรณีเลวร้ายที่สุดพร้อมกัน อาจทำให้นักลงทุนมองไม่เห็นอีกด้านหนึ่งของเรื่องราว และหุ้น THAI ไม่ควรถูกซื้อขายด้วยความกลัวข่าวลือ

ตลาดหุ้นไม่เคยให้รางวัลกับความตื่นตระหนก นักลงทุนจึงควรกลับมาพิจารณาตัวเลขการดำเนินงาน กระแสเงินสด โครงสร้างผู้ถือหุ้น ปริมาณการขายจริง และมูลค่าที่เหมาะสม มากกว่าตัดสินหุ้นจากพาดหัวข่าวในแต่ละวัน

เพราะบางครั้ง สิ่งที่กดดันราคาหุ้นมากที่สุดอาจไม่ใช่เรื่องที่กล่าวมาเลย แต่อาจเป็น ความกลัวต่อสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งถูกซื้อขายล่วงหน้าไปเรียบร้อยแล้ว

โดย ธิติ ภัทรยลรดี

ข่าวล่าสุด