บมจ.ดุสิตธานี [DUSIT] เผยผลประกอบการไตรมาส 2/69 และงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 พลิกจากขาดทุนกลับมามีกำไรสุทธิ 97 ล้านบาทและ 347 ล้านบาทตามลำดับ เผยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการบริหารพอร์ตธุรกิจอย่างสมดุล รวมถึงรายได้ที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญทั้งจากโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ และการรับรู้รายได้จากการส่งมอบห้องชุดของโครงการ “เดอะ เรสซิเดนเซส แอท ดุสิตเซ็นทรัลพาร์ค” ขณะที่การเพิ่มขึ้นของ EBITDA สะท้อนความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินธุรกิจ ย้ำยังคงติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด พร้อมปรับกลยุทธ์การดำเนินงานสร้างความยืดหยุ่น เน้นบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมคงเป้ารายได้ปีนี้โต 5-8% EBITDA โต 18-20%

DUSIT เปิดเผยผลการดำเนินงานประจำไตรมาสที่ 2/69 และงวด 6 เดือน ปี 2569 โดยในไตรมาสที่ 2/69 บริษัทฯ มีรายได้รวม 3,633 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 113.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีกำไรสุทธิ 97 ล้านบาท พลิกจากขาดทุนสุทธิ 291 ล้านบาทในไตรมาส 2/68 แต่ลดลงจากไตรมาส 1/69 ที่ 249 ล้านบาท หรือคิดเป็นลดลง 61% QoQ และมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) 761 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 550.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 11.5% QoQ
สำหรับผลประกอบการ 6 เดือน (มกราคมถึงมิถุนายน) ปี 2569 บริษัทฯ มีรายได้รวม 6,903 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 69.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 347 ล้านบาท เมื่อเทียบกับผลขาดทุนสุทธิ 243 ล้านบาท ใน 6 เดือนของปี 2568 และ EBITDA อยู่ที่ 1,621 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 156.1%
นายชนินทธ์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดุสิตธานี เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 และช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 เติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นของธุรกิจ ท่ามกลางความ ท้าทายจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก ที่ส่งผลให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเผชิญแรงกดดันจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชะลอตัวในช่วงครึ่งปีแรก แต่กลุ่มดุสิตธานียังสามารถรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้จากการบริหารพอร์ตธุรกิจอย่างสมดุล การกระจายฐานลูกค้า และการเติบโตของธุรกิจโรงแรมและธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

สำหรับการเติบโตของรายได้ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ มีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการรับรู้รายได้จากการส่งมอบห้องชุดโครงการที่พักอาศัยระดับอัลตราลักชัวรี่ “เดอะ เรสซิเดนเซส แอท ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” ควบคู่กับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจโรงแรม โดยเฉพาะโรงแรมที่บริษัทฯ ลงทุนเอง ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) เพิ่มขึ้น 21.5% จากทั้งอัตราการเข้าพักและราคาห้องพักเฉลี่ยที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยมีโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโต
ขณะที่รายได้ในช่วง 6 เดือนแรกเติบโตได้อย่างน่าพอใจ แม้ว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางตั้งแต่ปลายไตรมาสแรก จะส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของโรงแรมในมัลดีฟส์ และโรงแรมภายใต้สัญญารับจ้างบริหารในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้รายได้ในส่วนนี้ปรับตัวลดลง แต่ผลการดำเนินงานของพอร์ตโรงแรมในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงแข็งแกร่งเพียงพอที่จะชดเชยผลกระทบดังกล่าวได้ในระดับหนึ่ง สะท้อนถึงประสิทธิภาพของการกระจายพอร์ตธุรกิจและความสามารถในการบริหารรายได้ของบริษัทฯ ได้เป็นอย่างดี ประกอบการกับบริหารต้นทุนคงที่และค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพส่งผลให้อัตรากำไรจากการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงมีความไม่แน่นอนและอาจส่งผลต่อแนวโน้มการดำเนินงานของโรงแรมภายใต้สัญญารับจ้างบริหารในบางพื้นที่ บริษัทฯ จึงยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและปรับกลยุทธ์การดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับตลาดต่างประเทศระยะใกล้และตลาดภายในประเทศ ซึ่งคาดว่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบต่อธุรกิจโรงแรมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกโดยรวมได้ในระดับหนึ่ง ขณะเดียวกัน กลุ่มดุสิตธานียังคงดำเนินมาตรการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรท่ามกลางสภาวะแวดล้อมที่ท้าทาย โดยกำหนดกลยุทธ์ระยะยาวในการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจไปสู่ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจอาหาร ซึ่งมั่นใจว่า จะช่วยเสริมความสามารถในการรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจและเพิ่มความยืดหยุ่นของผลการดำเนินงานในอนาคต
ทั้งนี้ ในไตรมาส 2/69 บริษัทขยายธุรกิจรับจ้างบริหารโรงแรมสู่ตลาดใหม่ในประเทศซาอุดีอาระเบีย ส่งผลให้กลุ่มดุสิตธานีมีโรงแรมและวิลล่าภายใต้การบริหารจัดการรวม 290 แห่ง ใน 19 ประเทศ ขณะที่ Bonjour Bakery มีสาขารวม 118 แห่ง หลังเปิดเพิ่มสุทธิ 7 สาขา ด้านโครงการ เดอะ เรสซิเดนเซส แอท ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ซึ่งประกอบด้วยอาคารที่พักอาศัย “ดุสิต เรสซิเดนเซส” และ “ดุสิต พาร์คไซด์” มีความคืบหน้าการก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดขายแล้วประมาณ 97% ของพื้นที่ขาย และทยอยส่งมอบห้องพักอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ บริษัทประสบความสำเร็จในการออกหุ้นกู้ครั้งที่ 1/2569 มูลค่า 1,500 ล้านบาท โดยได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดี สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อบริษัทและศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ โดยบริษัทนำเงินที่ได้รับไปใช้ในการชำระคืนหุ้นกู้ที่ครบกำหนด
สำหรับแนวโน้มธุรกิจปี 2569 บริษัทฯ ยังคงประมาณการอัตราการเติบโตของรายได้รวม (ไม่รวมรายได้จากการส่งมอบ โครงการ เดอะ เรสซิเดนเซส แอท ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค) ไว้ที่ระดับ 5-8% และอัตรา EBITDA ที่ 18-20% ของรายได้รวม โดยยังคงประมาณการรายได้และอัตรา EBITDA ในส่วนของธุรกิจโรงแรม อาหาร และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไว้เท่าเดิม แต่ปรับลดเป้าหมายการเติบโตของรายได้ธุรกิจการศึกษาลงมาอยู่ที่ 5-7% และอัตรา EBITDA อยู่ที่ประมาณ 8-10% จากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังขยายตัวในระดับต่ำ ส่งผลให้ความต้องการด้านการศึกษาชะลอตัวลง





