บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุว่า ในไตรมาส 2/69 กำไรรวมของบริษัทที่ KGI ศึกษาอยู่ที่ 3.02 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% YoY และ QoQ สูงกว่า Bloomberg consensus ประมาณ 10% แต่หากตัดกลุ่มพลังงาน และ ปิโตรเคมีซึ่งได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น และ spread ของผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นเพราะสงครามสหรัฐ-อิหร่านออกไป กำไรรายไตรมาสจะลดลง 26% YoY และ 6.2% QoQ ทั้งนี้ กำไรที่ลดลงอย่างมาก YoY เป็นเพราะฐานกำไรที่สูงผิดปกติของ GULF ในไตรมาส 2/68 ซึ่งบริษัทมีการบันทึกกำไรพิเศษก้อนใหญ่
ในไตรมาส 2/69 เราพบว่า 40% ของหุ้นที่เราศึกษามีผลประกอบการดีเกินคาด, 41% เป็นไปตามคาด และ ที่เหลืออีก 20% ต่ำกว่าคาด ทั้งนี้ ผลประกอบการของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์, ขนส่ง และ ธนาคารออกมาดี ซึ่งหุ้นหลายตัวในกลุ่มสะท้อนถึงผลประกอบการที่แข็งแกร่งไปแล้ว ในขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 2/69 ของกลุ่มท่องเที่ยว และ สื่อออกมากลาง ๆ
มีกระแสการปรับเพิ่มประมาณการ EPS ของ บจ. ไทยรอบใหม่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม นำโดยกลุ่มโรงกลั่น และ ปิโตรเคมี นักวิเคราะห์ของเรา และ ในตลาดพากันปรับเพิ่มประมาณการกำไรของหุ้นพลังงานปลายน้ำหลังจากที่มีข้อมูลมากขึ้นว่าการแทรกแซง GRM ของรัฐบาลส่งผลกระทบในวงจำกัด เมื่อมองต่อไปข้างหน้า เราพบว่าโมเมนตัมการปรับเพิ่มประมาณการ EPS กำลัง peak และ จะนิ่งขึ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้
จากการปรับเพิ่ม EPS รอบล่าสุด และ การปรับ PE เป้าหมายเป็น 14.8x (ค่าเฉลี่ย 10 ปี –0.5SD) ทำให้เราได้เป้าดัชนี SET ใหม่ที่ 1,820 ซึ่งยังเหลือ upside จากระดับปัจจุบันอีก 12% อย่างไรก็ตาม เราต้องบอกว่าเป้าใหม่ของเราค่อนข้างท้าทาย เพราะการปรับเพิ่มประมาณการกำไรรอบล่าสุดกระจุกอยู่ในกลุ่มพลังงาน ซึ่งเป็นกลุ่มที่พลิกผันตามวัฏจักร และ ตามปกติแล้วจะมี PE ต่ำกว่ากลุ่มอื่น ๆ นอกจากนี้ ไตรมาสที่ดีที่สุดของกลุ่มพลังงานน่าจะผ่านไปแล้ว ดังนั้น เราจึงมองว่าเหลือหุ้น domestic ขนาดใหญ่แค่ไม่กี่ตัวที่ยังมี risk-reward น่าสนใจ และ สามารถหนุนให้ดัชนี SET ขึ้นต่อได้ในช่วงที่เหลือของปี 2569
ทั้งนี้ เรามองว่าหุ้นผู้บริโภค อย่างเช่น CPALL และ CPN, หุ้นธนาคารใหญ่อย่างเช่น KBANK และ KTB รวมถึง GULF ยังมี upside ถึงราคาเป้าหมายอยู่อีกพอสมควร





