ยูโอบี ประเทศไทย มองว่าโอกาสลงทุนจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงใหม่ โดยขยายจากผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์และบริษัทผู้พัฒนาโมเดล AI ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการใช้งาน AI ในวงกว้าง ยังคงน้ำหนักการลงทุนในหุ้นที่ระดับ Overweight ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 เน้นตลาดสหรัฐฯ และเอเชียเกิดใหม่ พร้อมให้เป้าทองคำปี 2570 มีลุ้นแตะ 5,000 ดอลลาร์/ออนซ์ ด้านหุ้นไทยมอง “Neutral” เน้นกระจายการลงทุนสู่ตลาดเกิดใหม่ในอาเซียนที่มีส่วนร่วมใน Supply Chain AI ชัดเจนกว่า

นายเอเบิล ลิม Head of Deposit and Wealth Management ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า “วัฏจักรการลงทุนรอบก่อนเกิดขึ้นท่ามกลางต้นทุนเงินทุนต่ำ เงินเฟ้อต่ำ และการค้าโลกที่มีข้อจำกัดค่อนข้างน้อย แต่เงื่อนไขเหล่านั้นเปลี่ยนไปแล้ว โลกที่ซับซ้อนขึ้นไม่ใช่เหตุผลให้นักลงทุนอยู่ข้างสนามแนวคิดของเราคือ Resilience over Perfection นักลงทุนไม่จำเป็นต้องจับจังหวะตลาดให้ถูกทุกครั้ง แต่ควรมีพอร์ตที่สามารถสร้างโอกาสจากการเติบโตระยะยาว ขณะเดียวกันก็รับมือกับความผันผวนได้ นั่นหมายถึงการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เน้นสินทรัพย์คุณภาพ และเลือกอย่างมีวินัยว่าจะรับความเสี่ยงตรงไหน”
ยูโอบีคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะขยายตัว 1.7% ในปี 2569 โดยยังได้รับแรงหนุนจากตลาดแรงงานและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI แม้การเติบโตจะเริ่มแตกต่างกันมากขึ้นระหว่างภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ขณะเดียวกัน ยูโอบีคาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐฯ จะอยู่ที่ 3.5% สะท้อนแรงกดดันจากราคาพลังงานและภาวะเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19
ภายใต้ภาวะดังกล่าว ยูโอบีคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะคงอัตราดอกเบี้ยตลอดช่วงที่เหลือของปี 2569 และอาจเริ่มปรับลดดอกเบี้ยในปี 2570 ธนาคารจึงลด Duration ที่เหมาะสมของตราสารหนี้จากเดิม 5–7 ปี เหลือ 4–5 ปี ขณะที่ยังคงมองตราสารหนี้คุณภาพสูงเป็นสินทรัพย์สำคัญในการช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับพอร์ต
AI จากเรื่องของซอฟต์แวร์ สู่โครงสร้างพื้นฐาน
ยูโอบีมอง Agentic AI เป็นหนึ่งในสามการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่จะมีอิทธิพลต่อผลตอบแทนการลงทุนในระยะยาว โดย Generative AI ในระยะแรกมุ่งไปที่การสร้างข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นการตอบคำถาม สร้างเนื้อหา หรือสรุปข้อมูล ขณะที่ Agentic AI ก้าวไปอีกขั้น ด้วยความสามารถในการวางแผน ทำงานให้เสร็จสิ้น เชื่อมต่อกับซอฟต์แวร์ ดึงข้อมูล ตรวจจับปัญหา และทำกระบวนการต่าง ๆ โดยอัตโนมัติ
พัฒนาการดังกล่าวทำให้โอกาสลงทุนจาก AI ขยายวงกว้างขึ้น แม้โมเดล AI และเซมิคอนดักเตอร์ยังคงเป็นหัวใจสำคัญ แต่การนำ AI มาใช้งานอย่างแพร่หลายกำลังเพิ่มความต้องการโครงสร้างพื้นฐานตลอดทั้งระบบ
Data Center ต้องการทั้งระบบทำความเย็นประสิทธิภาพสูง การรับส่งข้อมูลความเร็วสูง และแหล่งจ่ายไฟที่มีเสถียรภาพ ขณะที่ Cloud, Cybersecurity, Memory และระบบเครือข่ายมีบทบาทสำคัญมากขึ้นควบคู่กับกำลังประมวลผล
“AI ไม่ได้อยู่แค่ในโลกของซอฟต์แวร์อีกต่อไป แต่กำลังพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานในโลกจริงมากขึ้น บทต่อไปของ AI จะไม่ได้ตัดสินกันที่กำลังประมวลผลเพียงอย่างเดียว การจ่ายไฟ การเคลื่อนย้ายข้อมูล และการจัดการความร้อนมีความสำคัญไม่แพ้กัน พลังประมวลผลที่สูงขึ้นต้องมีระบบไฟฟ้าที่รองรับ และนี่กำลังเปลี่ยนจุดที่นักลงทุนควรมองหาธุรกิจที่จะได้ประโยชน์จากวัฏจักร AI”
ตลาดหุ้นจีนกำลังแยกเป็นสองเรื่อง
การเปลี่ยนแปลงประการที่สองเกิดขึ้นในจีน ซึ่งยูโอบีมองว่าปัจจัยขับเคลื่อนหุ้น A-shares ในตลาดจีนแผ่นดินใหญ่ และ H-shares ในตลาดนอกแผ่นดินใหญ่ กำลังแตกต่างกันชัดเจนขึ้น ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจีนจะเติบโตราว 4.6% โดยมีภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ หุ้น A-shares ได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายของรัฐบาลจีนที่มุ่งพัฒนาการผลิตขั้นสูง เซมิคอนดักเตอร์ การพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี และแนวคิด “New Quality Productive Forces”
ส่วน H-shares มีน้ำหนักของบริษัทแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตขนาดใหญ่สูงกว่า ซึ่งบางส่วนยังเผชิญแรงกดดันจากการลงทุนด้านทุนในระดับสูงและการแข่งขันที่เข้มข้น
ยูโอบีจึงมองว่าการลงทุนในจีนไม่ควรถูกมองเป็นภาพเดียว แต่ควรใช้แนวทางแบบ Barbell โดยผสมผสานบริษัทที่สอดคล้องกับทิศทางนโยบายอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีของจีน เข้ากับหุ้นนอกแผ่นดินใหญ่ที่มีมูลค่าน่าสนใจและมีโอกาสฟื้นตัวของกำไร
ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยโตเพิ่มเป็น 1.9%
ขณะที่มุมมองต่อเศรษฐกิจไทยคาดว่าปี 69 จะเติบโตราว 1.9% ปรับเพิ่มขึ้นจากเดิมคาดการณ์อยู่ที่ 1.5% และปี 70 คาดเติบโต 2.0% ยังมีปัจจัยบวกจากอานิสงส์การลงทุนด้าน AI ขณะเดียวกันภาครัฐมีมาตรการเชิงรุกมากขึ้น โดยการใช้จ่ายภาครัฐคิดเป็น 22% ของ GDP ซึ่งมองว่าหากเพิ่มสัดส่วนการใช้จ่ายขึ้นเป็น 30% ของ GDP จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้มากขึ้น นอกจากนี้ตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI ทำสถิติสูงสุดใหม่ (Record High) ในปี 68 โดยมีสิงคโปร์เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุด ซึ่งเริ่นเห็นการผลักกันสู่การลงทุนจริงแล้ว เป็นอีกปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทาย โดยภาคการท่องเที่ยวแม้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจะปรับตัวขึ้น แต่ยอดใช้จ่ายต่อหัวยังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด-19 ประกอบกับต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศเพื่อนล้าน อาทิ เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่กำลังแข่งขันเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มเดียวกัน นอกจากนี้ภาคธุรกิจไทยยังคงมีความเสี่ยงสูงหากจีนเปลี่ยนกฎเกณฑ์หรือมาตรการนำเข้าสินค้าในอนาคต
ในแง่ของการลงทุนตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นแบบกระจุกตัวเฉพาะในกลุ่มบริษัทที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนสร้าง Data Center และกระแส AI และไม่ได้ส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจกระแสหลัก เนื่องจากโครงสร้างการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและ AI ของไทยมีการนำเข้าอุปกรณ์และชิ้นส่วนจากต่างประเทศสูงถึง 70% ซึ่งทำให้ระบบเศรษฐกิจในประเทศไม่ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่
UOB ยังคงมีมุมมองแบบ Neutral ต่อตลาดหุ้นไทย โดยแนะนำให้น้ำหนักการลงทุนตามดัชนีอ้างอิงอย่าง MSCI Emerging Market เท่านั้น สำหรับคำแนะนำในการจัดสรรพอร์ต (Asset Allocation) เนื่องจากตลาดหุ้นไทยมีขนาดค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ลงทุนทั่วโลก UOB จึงแนะนำให้ผู้ลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนจากกระแส AI ไปเน้นน้ำหนักในประเทศกลุ่ม Emerging Asia อื่นๆ ที่มีส่วนแบ่งและได้รับประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทาน AI ที่ชัดเจนและมากกว่าไทย
จาก ‘Just in Time’ สู่ ‘Just in Case’
การเปลี่ยนแปลงประการที่สามคือ Strategic Reindustrialisation หรือการกลับมาลงทุนในกำลังการผลิตและโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ระบบการผลิตทั่วโลกถูกออกแบบโดยให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพสูงสุดและการถือสินค้าคงคลังให้น้อยที่สุด แต่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน ความมั่นคงด้านพลังงาน และการแข่งขันทางเทคโนโลยี กำลังทำให้ทั้งรัฐบาลและภาคธุรกิจให้น้ำหนักกับความยืดหยุ่นและความมั่นคงมากขึ้น
การเปลี่ยนจาก “Just in Time” ไปสู่ “Just in Case” จึงกำลังเปิดวัฏจักรการลงทุนระยะหลายปี ตั้งแต่โครงข่ายไฟฟ้า Data Center โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน พลังงานสะอาด วัตถุดิบสำคัญ ไปจนถึงอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์
ยูโอบีมองว่านี่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างมากกว่าวัฏจักรระยะสั้น เพราะการลงทุนที่ในอดีตอาจถูกมองเป็นเพียงต้นทุน กำลังกลายเป็นการลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับห่วงโซ่อุปทานและระบบเศรษฐกิจ
กลยุทธ์จัดพอร์ตครึ่งหลังปี 2569
มุมมองการจัดสรรสินทรัพย์ของยูโอบีในช่วงครึ่งหลังปี 2569 สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ โดยธนาคารยังคงน้ำหนัก หุ้นที่ระดับ Overweight เน้นบริษัทคุณภาพที่มีกำไรแข็งแกร่ง และยังให้น้ำหนักมากกว่าตลาดกับหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะบริษัทที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ขณะเดียวกันยังคง Overweight หุ้นเอเชียเกิดใหม่ ซึ่งโอกาสเริ่มขยายจากกลุ่มเทคโนโลยีไปสู่อุตสาหกรรมอื่นตามการฟื้นตัวของกำไร
สำหรับ ตราสารหนี้ ยูโอบีคงมุมมอง Neutral เน้นตราสารหนี้ระดับ Investment Grade และลด Duration เฉลี่ยจาก 5–7 ปี เหลือ 4–5 ปี เพื่อสร้างสมดุลระหว่างอัตราผลตอบแทนที่ยังน่าสนใจกับความเสี่ยงที่ดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่คาด
ส่วน ทองคำ ยูโอบีคงมุมมอง Neutral โดยมองว่าราคาในระยะสั้นยังอ่อนไหวต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยและค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แต่ทองคำยังมีบทบาทเป็นสินทรัพย์กระจายความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์และสินทรัพย์ปลอดภัยในระยะยาว ยูโอบีให้เป้าหมายราคาทองคำที่ 4,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในไตรมาส 4/69 4,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในไตรมาส 1/70 และมีโอกาสแตะระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในปี 70 อ้างอิงมุมมอง ณ วันที่ 2 กรกฎาคม 69 แนะนำให้ผู้ลงทุนที่มีระดับความเสี่ยงที่เหมาะสม โดยจัดสรรเงินลงทุนประมาณ 5-10% ในทองคำ โดยมองว่าทองคำยังไปต่อไปเนื่องจากยังคงได้รับแรงหนุนจากความต้องการสะสมของธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลก
สำหรับนักลงทุนไทย ยูโอบีมองว่า การกระจายความเสี่ยงในโลกปัจจุบันต้องไปไกลกว่าการถือสินทรัพย์หลายประเภท พอร์ตควรมี แหล่งที่มาของผลตอบแทนที่แตกต่างกัน ทั้งกำไรจากบริษัทคุณภาพ ธีมการเติบโตเชิงโครงสร้าง รายได้จากตราสารหนี้ และสินทรัพย์ที่ช่วยพยุงพอร์ตได้เมื่อภาวะเศรษฐกิจหรือตลาดเผชิญแรงกดดัน
นายเอเบิล กล่าวทิ้งท้ายว่า “ในช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอน นักลงทุนมักอยากรอให้ภาพชัดเจนก่อน แต่ตลาดแทบไม่เคยให้ความแน่นอนก่อนที่จะให้โอกาส สิ่งสำคัญคือการลงทุนอย่างต่อเนื่อง กระจายความเสี่ยงอย่างมีเป้าหมาย และใช้ความผันผวนเป็นจังหวะสะสมสินทรัพย์คุณภาพ เพราะความแข็งแกร่งของพอร์ตสำคัญกว่าการพยายามคาดการณ์ให้ถูกทุกครั้ง”
โดย วรินทร ศิรินอก





