กองทัพเกาหลีใต้เปิดเผยในวันนี้ว่า เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธนำวิถีพิสัยใกล้ (Short-range Ballistic Missiles) ประมาณ 10 กว่าลูกจากบริเวณใกล้กับกรุงเปียงยางมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่าตนมีแผนที่จะพบกับ คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนืออีกครั้งภายในช่วงปลายปีนี้
ชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ระหว่างการเยือนกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย กล่าวว่า “เชื่อว่าขีปนาวุธดังกล่าวได้ตกตกลงนอกเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) ของญี่ปุ่น และขณะนี้เรากำลังทำงานร่วมกับสหรัฐอเมริกาและเกาหลีโต้อย่างใกล้ชิดเพื่อวิเคราะห์รายละเอียดเพิ่มเติม”
ขณะเดียวกัน ที่กรุงโตเกียว นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ได้สั่งการให้หน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างเต็มกำลังในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล พร้อมทั้งแจ้งข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน และเร่งดูแลความปลอดภัยของเครื่องบินและเรือในพื้นที่
การทดสอบขีปนาวุธล่าสุดของเกาหลีเหนือเกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์ได้สั่งลดขนาดการซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ ภายใต้รหัส “Ulchi Freedom Shield” ที่กำลังดำเนินอยู่และมีกำหนดจะสิ้นสุดลงในวันศุกร์นี้
ทางการเปียงยางประณามการซ้อมรบระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้มาโดยตลอด โดยมองว่าเป็นการซ้อมเพื่อเตรียมบุกโจมตี และมักจะตอบโต้ด้วยการทดสอบยิงขีปนาวุธในช่วงที่มีการซ้อมรบ
ทรัมป์ระบุว่า การตัดสินใจลดขนาดการซ้อมรบในครั้งนี้เป็นผลมาจาก “ความสัมพันธ์อันดีเยี่ยม” ระหว่างเขากับคิม จองอึน พร้อมเสริมว่าการซ้อมรบประจำปีที่ดำเนินมาอย่างยาวนานนี้ เป็นการส่งสัญญาณที่ “ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งและถือเป็นการแสดงออกถึงความเป็นศัตรู” ต่อเกาหลีเหนือ นอกจากนี้ ทรัมป์ยังชี้ว่าความช่วยเหลือที่ไม่มากพอของเกาหลีใต้ในสงครามกับอิหร่าน ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการตัดสินใจครั้งนี้เช่นกัน
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญในการ “ปรองดอง” กับผู้นำเกาหลีเหนือ โดยอ้างว่าปัจจุบันเปียงยางมีอาวุธนิวเคลียร์ทรงอานุภาพไว้ในครอบครองแล้วถึง 57 ลูก อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ในกรุงโซลได้ออกมาประเมินในวันพฤหัสบดีว่า เกาหลีเหนือน่าจะมีหัวรบนิวเคลียร์อยู่ระหว่าง 80-120 ลูก
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า การยิงขีปนาวุธครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 3 ของเกาหลีเหนือในเดือนนี้ ต่อจากเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม และ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา
โดย ปนัยดา ปัทมโกวิท





