โพลชี้ได้ผลจริง! “ไทยช่วยไทย พลัส” กระตุ้นใช้จ่าย ลดค่าครองชีพ หนุนศก.ชุมชน

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เดือนกรกฎาคม 2569 จำนวน 5,465 รายทั่วประเทศ เกี่ยวกับการใช้สิทธิและความคิดเห็นต่อโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” (60/40) พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่เข้าร่วมใช้สิทธิโครงการ โดยโครงการมีส่วนช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย กระตุ้นให้ประชาชนกล้าจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และส่งเสริมการซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าในชุมชน ขณะที่ภายหลังสิ้นสุดโครงการ ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังมีแนวโน้มกลับไปซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง

โดยมีรายละเอียดผลการสำรวจ ดังนี้

1. ประชาชนส่วนใหญ่เข้าร่วมใช้สิทธิโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) 71.77% ขณะที่ 28.23% ไม่ได้ใช้สิทธิ สะท้อนว่า โครงการได้รับความสนใจจากประชาชนในระดับสูง เนื่องจากช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และเพิ่มกำลังซื้อผ่านการร่วมจ่ายของภาครัฐ

สำหรับผู้ที่ไม่ได้ใช้สิทธิ ส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่าได้รับสิทธิผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอยู่แล้ว นอกจากนี้ ยังลงทะเบียนหรือสมัครรับสิทธิไม่ทัน ลงทะเบียนไม่ผ่านหรือไม่ได้รับสิทธิ และไม่ได้ลงทะเบียนหรือไม่ได้สมัครเข้าร่วมโครงการ และยังพบข้อจำกัดด้านการเข้าถึงเทคโนโลยี เช่น ไม่มีสมาร์ทโฟน โทรศัพท์ไม่รองรับแอปพลิเคชัน โทรศัพท์ชำรุด ไม่สามารถดาวน์โหลดหรือใช้งานแอปพลิเคชันได้ รวมถึงไม่สามารถยืนยันตัวตนหรือสแกนใบหน้าได้ ตลอดจนขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการสมัครและการใช้งาน โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับระบบดิจิทัล

ขณะที่บางส่วนไม่ประสงค์ใช้สิทธิ เห็นว่ายังไม่มีความจำเป็น ต้องการสละสิทธิให้แก่ผู้ที่มีความจำเป็นมากกว่า หรือไม่สนใจเข้าร่วมโครงการ และบางส่วนไม่ผ่านเงื่อนไขของโครงการ เช่น อายุไม่ถึงเกณฑ์ เป็นแรงงานต่างด้าว หรือมีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

2. ประชาชนใช้สิทธิกับสินค้าและบริการที่จำเป็น ช่วยกระตุ้นการจับจ่ายและสร้างโอกาสให้ร้านค้ารักษาฐานลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อพิจารณาประเภทสินค้าและบริการที่ประชาชนเลือกใช้สิทธิ พบว่า อาหารพร้อมทาน เช่น ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว กับข้าวสำเร็จรูป และข้าวราดผัดกะเพรา มีสัดส่วนสูงที่สุด 48.22% รองลงมา ได้แก่ อาหารสด เช่น ข้าวสาร เนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้สด 38.87% ของใช้ประจำวันและของใช้ในครัวเรือน 32.22% เครื่องประกอบอาหาร เช่น น้ำมันพืช น้ำปลา และน้ำตาล 26.73% การสั่งอาหารและเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรี 23.97% เครื่องดื่ม 21.23% และอาหารสำเร็จรูป 21.02% สะท้อนว่าประชาชนส่วนใหญ่ ใช้สิทธิกับสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต

ทั้งนี้ ประโยชน์ของโครงการไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลดค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและบริการเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายและความคล่องตัวทางการเงินของประชาชน โดยผลสำรวจพบว่า ประชาชน 36.96% กล้าจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น โดย 24.50% นำเงินส่วนที่เหลือจากการใช้สิทธิไปเป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น ๆ และ 23.00% ซื้อสินค้าและบริการในชุมชนหรือท้องถิ่นเพิ่มขึ้น ขณะที่ 8.60% นำเงินส่วนที่ประหยัดได้ไปออม ส่วนอีก 7.25% นำไปชำระหนี้ อีก 5.75% เลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพดีขึ้น และอีก 4.43% สามารถลดการกู้ยืมหรือการใช้บัตรเครดิตได้

นอกจากนี้ ผลของโครงการยังมีแนวโน้มต่อเนื่องไปถึงช่วงภายหลังสิ้นสุดมาตรการ โดยเมื่อสอบถามถึงการซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าเดิมหลังวันที่ 30 กันยายน 2569 พบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจ 31.58% ระบุว่าจะกลับไปซื้อจากร้านค้าเดิมเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่ 20.70% จะซื้อจากร้านค้าเดิมบางส่วน โดยที่ 11.29% จะซื้อจากร้านค้าเดิมครึ่งหนึ่ง และอีก 6.55% จะซื้อจากร้านค้าเดิมทั้งหมด ขณะที่มีเพียง 0.88% ที่ระบุว่าจะไม่กลับไปซื้อจากร้านค้าเดิมเลย

3. โครงการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและสนับสนุนการบริโภคของประชาชน ขณะที่การใช้จ่ายภายหลังสิ้นสุดโครงการมีแนวโน้มทรงตัว ผลการสำรวจพบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจ 30.47% เห็นว่าโครงการมีส่วนช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้ในระดับปานกลาง รองลงมาเห็นว่าช่วยได้ค่อนข้างมาก 23.22% ช่วยได้มาก 10.76% และช่วยได้เล็กน้อย 5.91% ขณะที่มีเพียง 0.64% ที่เห็นว่าโครงการไม่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเลย

เมื่อเปรียบเทียบระดับราคาสินค้าในช่วงที่เข้าร่วมโครงการกับช่วงที่ไม่มีโครงการ พบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่มองว่าราคาและปริมาณสินค้าเท่าเดิม 41.08% รองลงมา เห็นว่าราคาสูงขึ้น 20.66% ราคาเท่าเดิมแต่ปริมาณลดลง 5.86% และราคาลดลง 2.12% สำหรับแนวโน้มการใช้จ่ายภายหลังสิ้นสุดโครงการ พบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจ 29.19% คาดว่าระดับการใช้จ่ายจะไม่แตกต่างจากช่วงดำเนินโครงการ รองลงมา 23.26% คาดว่าจะใช้จ่ายน้อยลงเล็กน้อย ส่วนอีก 9.50% คาดว่าจะใช้จ่ายมากขึ้น และอีก 6.17% คาดว่าจะใช้จ่ายน้อยลงมาก ขณะที่ 2.43% ยังไม่แน่ใจ

4. แม้สิ้นสุดโครงการ ผลจากการกระตุ้นกำลังซื้อและการจับจ่ายใช้สอยยังมีแนวโน้มต่อเนื่อง ประชาชนมองเศรษฐกิจไทยทรงตัวถึงปรับดีขึ้น ผลการสำรวจมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทย พบว่า ประชาชน 44.96% คาดว่าเศรษฐกิจจะไม่เปลี่ยนแปลง ขณะที่ 28.93% คาดว่าจะดีขึ้นเล็กน้อย และ 3.90% คาดว่าจะดีขึ้นมาก รวมเป็น 32.83% ที่มองว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มปรับดีขึ้น

ส่วนผู้ที่คาดว่าเศรษฐกิจจะแย่ลงเล็กน้อย และแย่ลงมาก มีสัดส่วน 16.61% และ 5.58% ตามลำดับ สะท้อนว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังมีมุมมองต่อเศรษฐกิจในลักษณะทรงตัวถึงปรับตัวดีขึ้น แม้ยังคงมีความระมัดระวังต่อภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อในอนาคต

นายนันทพงษ์ ระบุว่า ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่า โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) มีส่วนช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ เพิ่มกำลังซื้อ และเสริมสภาพคล่องให้แก่ครัวเรือน โดยเฉพาะการใช้จ่ายในหมวดอาหารและของใช้ที่จำเป็น ทำให้ประชาชนสามารถนำเงินส่วนที่ประหยัดได้ไปใช้จ่ายด้านอื่น อาทิ การออม การชำระหนี้ตามความจำเป็น ขณะเดียวกัน ประชาชนส่วนใหญ่ยังสามารถซื้อสินค้าในราคาและปริมาณใกล้เคียงกับภาวะปกติ พร้อมได้รับประโยชน์จากการร่วมจ่ายของภาครัฐ จึงช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ประชาชนต้องรับภาระด้วยตนเอง

นอกจากนี้ โครงการยังกระตุ้นการจับจ่ายผ่านร้านค้ารายย่อย ร้านค้าในชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่น ช่วยกระจายรายได้เข้าสู่ชุมชน รวมทั้งเปิดโอกาสให้ร้านค้าเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ รักษาฐานลูกค้า และสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องภายหลังสิ้นสุดโครงการ อย่างไรก็ตาม ประชาชนบางส่วนยังเผชิญข้อจำกัดด้านคุณสมบัติ ขั้นตอนการลงทะเบียน และการใช้เทคโนโลยี

“ความสำคัญในการประชาสัมพันธ์ข้อมูล และคำแนะนำที่ชัดเจน เข้าใจง่าย รวมถึงการจัดให้มีช่องทางอำนวยความสะดวกด้านการลงทะเบียนและการใช้งาน จะทำให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงสิทธิได้อย่างสะดวก และทั่วถึงยิ่งขึ้น พร้อมทั้งติดตามและกำกับดูแลราคา ปริมาณ และคุณภาพสินค้า ควบคู่กับการส่งเสริมให้ร้านค้ายกระดับคุณภาพสินค้าและบริการ เพื่อให้ประโยชน์จากโครงการ ส่งผ่านไปยังประชาชน และผู้ประกอบการอย่างเต็มที่” นายนันทพงษ์ ระบุ

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ ได้ต่อยอดมาตรการผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย x Local Low Cost” โดยร่วมกับร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นทั่วประเทศจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคลดสูงสุดกว่า 60% ในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 ควบคู่กับการสนับสนุนนโยบายไทยช่วยไทย พลัส (60/40) และการใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อช่วยลดค่าครองชีพ กระตุ้นกำลังซื้อ และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่นและเศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่อง

โดย พณฦ/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์