นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และ รองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า เศรษฐกิจ 4 เสาของ กรอ จะพลาดเป้าหากไม่พัฒนาเทคโนโลยีของไทยเอง ไม่ปฏิรูปองค์กรภาครัฐและยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาวิกฤติทุจริตคอร์รัปชัน

คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ประกาศขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 4 เสา ประกอบด้วย 1. Future Investment Hub ศูนย์กลางการลงทุนแห่งอนาคต 2. Trade and Service Engine ยกระดับภาคการค้าและบริการผ่านการส่งเสริม การท่องเที่ยวคุณภาพ การพัฒนาประเทศไทยสู่การเป็น Wellness Hub การสร้างความมั่นคง ทางอาหาร (Food Security) 3. Human Capital Engine พัฒนาทุนมนุษย์ และ 4. Government Effectiveness Engine ยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐผ่านการพัฒนา รัฐบาลผลักดันให้ประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูงในอีก 12 ปีข้างหน้า
หากนักลงทุนไม่เชื่อมั่นต่อการบังคับใช้กฎหมายในประเทศไทย ยังต้องติดสินบนให้กับข้าราชการและนักการเมือง เราไม่มีทางเป็นศูนย์กลางการลงทุนแห่งอนาคตได้ ความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรกรรมและอาหารอ่อนแอลงจากขาดแคลนแรงงานทักษะในภาคเกษตร ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยเพิ่มสูงและไม่มีการลงทุนทางด้านการพัฒนาพันธุ์ทำให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำ ต้องพึ่งพานำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศไม่สามารถผลิตภายในประเทศได้เพียงพอ การพัฒนาทุนมนุษย์สะดุดจากปัญหาการทุจริตในสถาบันการศึกษา กรณีการโกงสอบพนักงานส่วนท้องถิ่นและข้าราชการมหาดไทยล้วนมีมหาวิทยาลัยเข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการโกงเหล่านี้ทั้งสิ้น ความเสื่อมทรามลงของระบบคุณธรรมในระบบราชการ ความสั่นคลอนของความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระและระบบศาลยุติธรรม คือ สัญญาณแรกสู่รัฐล้มเหลวในอนาคต
นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า การสวมสิทธิส่งออกจากกลุ่มทุนจีนยังเป็นปัญหาใหญ่และอาจเจอกีดกันการค้าจากสหรัฐอเมริกาเพิ่ม ขอให้มีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นถึงพฤติกรรม “ดำเนินการเหมือนทำการผลิตในประเทศไทย” ของบางบริษัท กล่าวคือ อาจไม่มีการลงทุนตั้งสายการผลิตที่แท้จริงในไทย แต่ใช้กลไก “นำเข้าสินค้าเกือบสำเร็จรูป” แล้วนำมาประกอบหรือดัดแปลงเพียงเล็กน้อย (Minor Modification) เพื่อสวมรอยใช้สิทธิประโยชน์ภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนและผลิตในประเทศ รวมทั้งใช้สิทธิโควต้าส่งออกของไทย เราต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบกระบวนการ “การแปรรูป” (Processing) ว่ามีนัยสำคัญและสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้กับเศรษฐกิจไทยจริงหรือไม่ เป็นประโยชน์ต่อประชาชนไทยหรือไม่ อย่างไร
นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า “ตัวชี้วัด” (KPI) ส่วนใหญ่ของ BOI ในปัจจุบัน มักถูกใช้เพื่อเป็นเกณฑ์ในการทบทวนเพื่อมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้นักลงทุนเท่านั้น แต่ยังมีข้อบกพร่องในการชี้วัดว่า “ประเทศไทยและคนไทยได้อะไร?”
“การปรับปรุง BOI” และ “แก้ไขตัวชี้วัดที่บกพร่อง” เป็นสิ่งที่จำเป็นและเร่งด่วน เพราะ การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีของ BOI ในการก่อสร้างโรงงานและการลงทุน ต้องได้รับการดูแลจัดการให้รัดกุมกว่านี้ นโยบายภาษีต้องชัดเจน ไทยต้องได้ประโยชน์จากการจ้างงานและการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่แท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงฐานการผลิตเพื่อการส่งออกโดยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทยน้อยมาก
มูลค่าการให้การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลผ่านระบบของ BOI นั้นเฉลี่ยปีละ ประมาณ 70,000 ล้านบาทในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การประเมินความคุ้มค่าต้องดูทั้ง ผลประโยชน์โดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจว่าเป็นอย่างไร (Direct Benefit) และ ผลประโยชน์ต่อเนื่องที่เป็น Spillover เป็นอย่างไร
สำนักงาน BOI วิเคราะห์ว่า มูลค่าภาษียกเว้นโดย BOI จำนวน 67,066 ล้านบาทในปี 2567 ก่อให้เกิดประโยชน์จากการลงทุนถึง 6 แสนกว่าล้านบาท มีการสร้างงานให้คนไทย 8 หมื่นตำแหน่ง ตนขอตั้งข้อสังเกต ตัวเลขเหล่านี้สามารถพิสูจน์ว่าประเมินได้ถูกต้องแค่ไหน การลงทุนนำมาสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาเทคโนโลยีหรือไม่ อย่างไร ทำไม การส่งเสริมการลงทุนในประเทศจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ นำมาสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเองได้ดีกว่าไทยมาก ปัจจัยหนึ่ง คือ ทรัพยากรมนุษย์ที่จะเป็นตัวดูดซับเทคโนโลยีมีความเชื่อมโยงอย่างมากต่อคุณภาพการศึกษา ต้องพิจารณากันว่าจะปฏิรูปภาษีเพื่อการลงทุนแบบไหนจึงเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวมและประชาชนมากที่สุด
นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลควรเตรียมงบช่วยเหลือน้ำท่วมภัยแล้งเพิ่มเติมจากความแปรปรวนสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น การแก้ปัญหาความแปรปรวนสภาพภูมิอากาศต้องทำทั้งสองด้าน ด้านหนึ่งต้องแก้ไขต้นตอของปัญหาด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน อีกด้านหนึ่ง ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของหน่วยธุรกิจและประชาชนเพื่อลดปัญหาโลกร้อน ผลกระทบทางเศรษฐกิจและชีวิตของผู้คนจะรุนแรงขึ้น เรื่อย ๆ จากภาวะโลกร้อนและความแปรปรวนทางสภาพภูมิอากาศ เราต้องปรับตัวให้อยู่ให้ได้ในภาวะแวดล้อมดังกล่าว
การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) นั้น ส่วนหนึ่งมาจากกิจกรรมของมนุษย์เอง ทั้งจากภาคการผลิตโดยอุตสาหกรรมหนัก และในระดับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของตัวบุคคล ส่งผลทำให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้อุณหภูมิพื้นผิวโลกสูงขึ้น เกิดภาวะโลกร้อน ซึ่งมีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะเกิดสภาพอากาศแปรปรวนรุนแรง เช่น คลื่นความร้อน ภัยแล้ง และ น้ำท่วมรุนแรง ประชาชนต้องร่วมกันสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด ประหยัดพลังงาน เลือกรถที่ประหยัดน้ำมัน หรือ ไม่ใช้น้ำมัน รีไซเคิลใช้ซ้ำ ลดการซื้อของใหม่ ช่วยกันปลูกต้นไม้และรักษาป่าไม้ต้นน้ำลำธาร เป็นต้น
โดย เสาวลักษณ์ อวยพร





