ครม. เร่งปลดล็อกมาตรการ รองรับ “สนามบินอู่ตะเภา-เมืองการบิน” คาดดึงเอกชนลงทุน 1.3 ล้านลบ.

รัฐบาลเร่งปลดล็อกมาตรการหนุน “สนามบินอู่ตะเภา–เมืองการบินภาคตะวันออก” ครอบคลุมด้านภาษี, การลงทุน, การอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ และบุคลากรต่างชาติ ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ตั้งเป้าเกิดผลในทางปฏิบัติภายใน ก.ย. 69 คาดดึงลงทุนเอกชน 1.3 ล้านล้านบาท สร้างงานกว่า 6.3 หมื่นตำแหน่ง

น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี รับทราบมาตรการสนับสนุนที่จำเป็นและเร่งด่วน เพื่อให้เริ่มโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ตามมติคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) โดยมีเป้าหมายเร่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ดึงดูดผู้ประกอบการ และอุตสาหกรรมเป้าหมายเข้าสู่พื้นที่ และผลักดันโครงการให้เดินหน้าโดยเร็ว

ทั้งนี้ โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และบริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) ได้ลงนามสัญญาร่วมลงทุนตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2563 ขณะที่มาตรการที่เสนอในครั้งนี้ มุ่งสร้างแรงจูงใจให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการลงทุนในพื้นที่ เพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้า และดึงดูดผู้ประกอบการชั้นนำเข้ามาลงทุนได้มากขึ้น

สำหรับมาตรการสำคัญที่ กพอ. เห็นชอบนี้ ครอบคลุมทั้งด้านภาษี, การลงทุน, การอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการและบุคลากรต่างชาติ ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญ คือ การให้ผู้ประกอบการสามารถหักรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรายจ่ายลงทุนในสินทรัพย์ (CAPEX) และรายจ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) ได้ 2 เท่า พร้อมเปิดทางให้พิจารณามาตรการเพิ่มเติม สำหรับผู้ประกอบการที่ส่งเสริมการใช้แรงงานทักษะสูง เทคโนโลยีทันสมัย พลังงานสะอาด การถ่ายทอดองค์ความรู้หรือเทคโนโลยี หรือมีการลงทุนสินทรัพย์มูลค่าสูงในอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการอนุญาตให้คนต่างด้าวเข้ามาอยู่เพื่อทำงาน หรือประกอบกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเมืองการบินภาคตะวันออก, การตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษ (EECa Visa) รวมถึงการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับผู้ประกอบกิจการขนส่งระหว่างประเทศ เฉพาะการขนส่งทางอากาศ

โดยมาตรการด้านภาษีดังกล่าวนี้ จะกำหนดระยะเวลาคราวละ 5 ปี และมีการประเมินผลสัมฤทธิ์ และความคุ้มค่าก่อนพิจารณาต่ออายุ

ขณะเดียวกัน ยังมีแนวทางลดค่าจดทะเบียนการเช่า และค่าจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาท่าเรือสำราญ (Cruise), ท่าเรือยอร์ช (Yacht Marina), ระบบขนส่งขนาดรอง (Feeder Systems) และการขยายพื้นที่เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเมืองการบินภาคตะวันออก เพื่อเชื่อมโยงสนามบินกับกิจกรรมการท่องเที่ยว การเดินทาง และการลงทุนโดยรอบอย่างเป็นระบบ

น.ส.ลลิดา กล่าวว่า กพอ. ยังเห็นชอบให้ปรับมาตรการบางส่วนให้เหมาะสมกับข้อกฎหมาย และการดำเนินงานจริง เช่น การยกเว้นภาษีอากรสำหรับการอุปโภคบริโภค และประกอบกิจการในเขตประกอบการค้าเสรี (Free Trade Zone) รวมถึงแนวทางการนำเข้า การซ่อมบำรุง และการเก็บรักษารถแข่ง รถคลาสสิก และรถสะสมส่วนบุคคล โดยให้ สกพอ. หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และมาตรการควบคุมที่เหมาะสมต่อไป

ทั้งนี้ กพอ. ได้มอบหมายให้ สกพอ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการออกกฎหมายและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มาตรการที่ได้รับความเห็นชอบสามารถเกิดผลในทางปฏิบัติภายในวันที่ 30 ก.ย. 69

“มาตรการครั้งนี้ มีเป้าหมายมากกว่าการเดินหน้าโครงการสนามบิน แต่เป็นการสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจรอบเมืองการบินให้เกิดขึ้นจริง โดย สกพอ. ประเมินว่าจะช่วยกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชนภายในโครงการประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท ตลอดอายุโครงการ สร้างการจ้างงานรวมกว่า 63,701 ตำแหน่ง เพิ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 400,000 คนต่อปี และเพิ่มการจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ประมาณ 20,000 ล้านบาทเมื่อเริ่มเปิดให้บริการ รวมถึงสร้าง GDP ในประเทศได้มากกว่า 37,000 ล้านบาทในปีแรกที่เปิดให้บริการ และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลาโครงการ” น.ส.ลลิดา กล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลต้องการให้อู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก เป็นมากกว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านการบิน แต่เป็นกลไกดึงดูดการลงทุน การท่องเที่ยว อุตสาหกรรมเทคโนโลยีและบริการมูลค่าสูง เชื่อมโยงการพัฒนา EEC เข้ากับเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างการจ้างงานและโอกาสทางเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว

โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์