In Focus: สงครามเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะสยบอิหร่านได้จริงหรือ? เมื่อการโจมตีและการเจรจาไร้ผล

เมื่อสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากทำสงครามกับอิหร่านเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศอย่างแข็งกร้าวว่าจะคว้าชัยชนะอย่างเด็ดขาดและรวดเร็ว

แต่หลังเวลาผ่านพ้นไปเกือบ 6 เดือน และกรอบเวลาหยุดยิง 60 วัน ซึ่งมุ่งหวังให้เป็นจุดเริ่มต้นของการยุติสงคราม ได้ล้มเหลวลง สหรัฐฯ กลับติดหล่มอยู่ในความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ

การสู้รบครั้งนี้ได้สร้างความเสียหายอย่างหนักหน่วงต่อเศรษฐกิจโลก สร้างความระส่ำระสายให้พันธมิตรอ่าวเปอร์เซีย และทำให้คลังแสงของสหรัฐฯ ร่อยหรอลงไปอย่างมาก นอกจากนี้ สถานการณ์ดังกล่าวยังบั่นทอนอำนาจต่อรองของประธานาธิบดีทรัมป์ในการผลักดันเป้าหมายหลักของสงคราม ซึ่งเปลี่ยนจากการยับยั้งโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ไปสู่การโค่นล้มระบอบการปกครอง และล่าสุดคือการพยายามแย่งชิงการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซจากมือของอิหร่าน

ปฏิบัติการ “Operation Economic Outcast”

ท่ามกลางการโจมตีทางอากาศและการเจรจาที่ไร้ผล สหรัฐฯ ได้หันมาใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจขั้นสูงสุด โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (24 ส.ค.) สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรระลอกใหม่ภายใต้ชื่อ “Operation Economic Outcast” ซึ่งเป็นการยกระดับแรงกดดันและปิดล้อมทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน

เบสเซนต์ได้เปรียบเทียบการยกระดับครั้งนี้กับวันดีเดย์ (D-Day) ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง โดยระบุว่าสหรัฐฯ จะเปิดฉาก “การบุกโจมตีทางเศรษฐกิจ” และ “ตัดทุกเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจที่ค้ำจุนระบอบทรราชนี้ จนกว่าเตหะรานจะถูกโดดเดี่ยวโดยสมบูรณ์” พร้อมเน้นย้ำว่า สหรัฐฯ ได้เปลี่ยนยุทธศาสตร์จาก “การควบคุมภัยคุกคาม” จากอิหร่าน มาเป็น “การยุติภัยคุกคาม” อย่างเด็ดขาด

มาตรการใหม่นี้มุ่งเป้าไปที่ 5 ภาคส่วนเศรษฐกิจสำคัญของอิหร่าน ได้แก่ สินทรัพย์ดิจิทัล, เทคโนโลยีและอาวุธ, ทองคำ ซึ่งถูกใช้เป็นหลักประกันและค้ำจุนเสถียรภาพสกุลเงินของอิหร่าน, สายการบิน ที่ถูกระบุว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการขนส่งอุปกรณ์ทหาร และการขนส่งทางเรือ ที่บรรทุกชิ้นส่วนอาวุธและน้ำมันดิบ พร้อมทั้งขึ้นบัญชีดำบุคคลและนิติบุคคล รวมเกือบ 60 ราย ทั้งในอิหร่านและต่างประเทศ เช่น ฮ่องกง จีน สิงคโปร์ มาเลเซีย สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าช่วยอิหร่านจัดหาเทคโนโลยีหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร ลักลอบขายน้ำมัน และดำเนินกิจกรรมทางไซเบอร์

พันธมิตรเริ่มถอย แต่ศึกหนักอยู่ที่ “จีน”

ที่ผ่านมา ยุทธศาสตร์การคว่ำบาตรของสหรัฐฯ นอกจากจะพุ่งเป้าไปที่อิหร่านโดยตรงแล้ว ยังมุ่งเน้นกดดันให้ประเทศคู่ค้าตัดสัมพันธ์กับอิหร่าน ซึ่งเริ่มเห็นผลบ้างแล้วในภูมิภาค โดยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งเคยเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอิหร่านด้วยมูลค่ากว่า 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2567 ได้ประกาศระงับการค้าและธุรกรรมทางการเงินทั้งหมดกับอิหร่าน หลังโดนอิหร่านยิงขีปนาวุธตอบโต้ และหลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ได้หารือทางโทรศัพท์กับผู้นำของยูเออี

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของมาตรการล่าสุดนี้น่าจะขึ้นอยู่กับจีน ซึ่งเป็นลูกค้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน ข้อมูลจากคณะกรรมาธิการทบทวนเศรษฐกิจและความมั่นคงสหรัฐฯ-จีน (USCC) ระบุว่า ในปี 2568 จีนซื้อน้ำมันดิบจากอิหร่านคิดเป็นมูลค่าราว 3.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งสร้างรายได้ค้ำจุนงบประมาณของรัฐบาลอิหร่านสูงถึงเกือบ 45%

ทางการจีนยืนกรานคัดค้านการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวมาโดยตลอด โดยหลินเจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้ออกมาแถลงย้ำจุดยืนอย่างแข็งกร้าวว่า จีนคัดค้านการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวที่ไม่มีกฎหมายรองรับ และยืนยันว่าการใช้แรงกดดันไม่อาจแก้ไขวิกฤตการณ์ได้ พร้อมประกาศว่าจีนจะดำเนินมาตรการที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของตนเอง

ที่น่าสังเกตคือ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยังคงละเว้นการลงโทษสถาบันการเงินและโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ของจีน โดยเบสเซนต์กล่าวเพียงสั้น ๆ ในระหว่างการแถลงข่าวเมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ในการลงโทษองค์กรจีน ว่า “ไม่มีใครอยู่พ้นขอบเขตการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ” แต่หลีกเลี่ยงที่จะระบุชื่อประเทศโดยตรง

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า สหรัฐฯ กำลังตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก โดยหาก:

  • ผ่อนปรนให้จีน: รายได้จากการส่งออกน้ำมันจะยังคงเป็นห่วงยางกู้ชีพให้รัฐบาลเตหะรานพยุงตัวต่อไปได้
  • ใช้มาตรการแข็งกร้าวกับจีน: ความหวังที่สหรัฐฯ จะบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับจีนจะริบหรี่ลงทันที และยังอาจถูกตอบโต้กลับในสงครามเศรษฐกิจ เช่น การจำกัดการส่งออกแร่หายากหรือเซมิคอนดักเตอร์

อิหร่านค้าขายกับใครอีกบ้าง?

นอกจากจีนแล้ว อิหร่านยังมีคู่ค้าสำคัญอีกหลายประเทศ ซึ่งแต่ละประเทศมีเหตุผลที่จะทำการค้ากับอิหร่านต่อไป แม้เสี่ยงเผชิญมาตรการคว่ำบาตร

  • ตุรกี เป็นสมาชิกนาโตเพียงประเทศเดียวที่มีพรมแดนติดกับอิหร่าน และแม้จะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐฯ มากกว่าจีน แต่เศรษฐกิจตุรกีที่กำลังเผชิญเงินเฟ้อสูงถึง 31.8% ทำให้ยากที่จะตัดขาดการค้ากับอิหร่านโดยไม่กระทบตนเอง
  • ปากีสถาน มีพรมแดนติดอิหร่านเช่นกัน และเป็นหนึ่งในคู่ค้าส่งออกรายใหญ่ของอิหร่าน นอกจากนี้ยังมีรายงานการลักลอบขนน้ำมันข้ามพรมแดนจากอิหร่านไปปากีสถานโดยรถจักรยานยนต์ ซึ่งเล็ดลอดการควบคุมของรัฐบาล
  • อาร์เมเนีย เป็นคู่ค้าสำคัญอีกประเทศ แต่คู่ค้าส่งออกอันดับหนึ่งของอาร์เมเนียคือรัสเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่ถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และพันธมิตรอยู่แล้ว บ่งชี้ว่าอาร์เมเนียอาจไม่หวั่นเกรงแรงกดดันจากสหรัฐฯ มากนัก
  • สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เคยเป็นผู้นำเข้าสินค้าจากอิหร่านรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่ล่าสุดประกาศระงับการค้าและธุรกรรมทางการเงินกับอิหร่านทั้งหมด หลังถูกอิหร่านยิงขีปนาวุธใส่

ความเดือดร้อนของประชาชน vs ท่าทีแข็งกร้าวของเตหะราน

ขณะที่สหรัฐฯ เดินเกมทางเศรษฐกิจ ผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักสุดคือประชาชนชาวอิหร่าน เนื่องจากการปิดล้อมทางทะเลและการคว่ำบาตรที่ยาวนานได้ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภค เวชภัณฑ์ และยา อีกทั้งของกินของใช้พื้นฐาน เช่น ข้าวสาร นม ผ้าอนามัย และผงซักฟอก มีราคาสูงถึง 30 ดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 1 ใน 3 ของค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ยต่อเดือนที่ 100 ดอลลาร์ 

ในฝั่งของภาคธุรกิจ หอการค้าอิหร่าน-จีนเปิดเผยว่า ค่าขนส่งสินค้าทางเรือพุ่งขึ้นจาก 3,000 ดอลลาร์ เป็น 12,000 ดอลลาร์ต่อตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งประธานหอการค้าฯ ถึงกับกล่าวว่า “การปิดล้อมทางทะเลส่งผลเลวร้ายยิ่งกว่าสงครามเสียอีก” 

อย่างไรก็ตาม แกนนำฝ่ายความมั่นคงและรัฐบาลอิหร่านยังคงมีท่าทีท้าทาย โดยอาลี มาดานิซาเดห์ รัฐมนตรีเศรษฐกิจอิหร่าน เชื่อมั่นว่ามาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ จะล้มเหลว เพราะอิหร่านมีแผนรับมืออยู่แล้ว ซึ่งนักวิจัยจากศูนย์ยุทธศาสตร์ศึกษาแห่งเตหะรานแสดงทัศนะสนับสนุนคำกล่าวนี้ว่า อิหร่าน “เปรียบเสมือนผู้ได้รับปริญญาเอกด้านการหลบเลี่ยงการคว่ำบาตร”

ขณะที่ โมห์เซน เรซาอี หัวหน้าฝ่ายความมั่นคงคนใหม่ ประกาศกร้าวว่า อิหร่านพร้อมตอบโต้อย่างรุนแรงต่อประเทศที่เข้าร่วมสงครามทางเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ โดยจะเล็งเป้าโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันที่ใช้เส้นทางเลี่ยงนอกช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อไม่ให้น้ำมันถูกส่งออกจากภูมิภาคนี้แม้แต่หยดเดียว

เพียงแค่ “คำขู่” ที่ไร้พลัง?

บรรดานักวิเคราะห์ทางการเมืองและนักเศรษฐศาสตร์ เช่น Oxford Economics และ International Crisis Group ตั้งข้อสงสัยว่ายุทธศาสตร์นี้จะได้ผลจริงหรือไม่ เนื่องจากอิหร่านคุ้นชินกับการถูกคว่ำบาตรมานานกว่า 4 ทศวรรษนับตั้งแต่การปฏิวัติปี 2522 และได้สร้างเครือข่ายการค้ากับประเทศที่ดูเหมือนจะไม่แยแสแรงกดดันจากสหรัฐฯ เช่น ปากีสถาน และอาร์เมเนีย ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การออกมาตรการใหม่ แต่อยู่ที่ว่าสหรัฐฯ มีศักยภาพและกล้าพอที่จะลงโทษประเทศคู่ค้าขนาดใหญ่อย่างจีนหรือไม่

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลทรัมป์ไม่บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรให้มีผลทันที แต่กลับเปิดช่องให้เวลาปรับตัวโดยไม่กำหนดเส้นตาย สะท้อนให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ อาจเกิดความวิตกกังวลถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับระบบการเงินโลกหากลงมือจริง จึงเลือกใช้มาตรการนี้เป็นเพียง “คำเตือน” ทางการเมือง หรือการลองเชิงเท่านั้น

สงครามในขณะนี้จึงเป็นการวัดใจว่าฝ่ายใดจะยอมถอยก่อน ในเกมที่แปรเปลี่ยนจากการห้ำหั่นด้วยอาวุธ เป็นการทำลายล้างทางเศรษฐกิจ และโลกยังคงต้องติดตามต่อไปว่า สหรัฐฯ จะสามารถบังคับใช้มาตรการกดดันนี้ได้จริง หรืออิหร่านจะยังคงหลบเลี่ยงกระแสคลื่นการปิดล้อมนี้ไปได้อีกครั้ง

โดย ปนัยดา ปัทมโกวิท/กัลยาณี ชีวะพานิช