กรุงเทพฯ รั้งอันดับ 6 เมืองนานาชาติเอเชีย วัฒนธรรมเป็นจุดแข็ง แต่คุณภาพชีวิตยังเป็นโจทย์ใหญ่

หอการค้าฮ่องกง (HKGCC) เปิดเผยดัชนีความเป็นนานาชาติของเมืองในเอเชีย (Asian Cities Internationality Index: ACII) ประจำปี 2569 ในวันนี้ (27 ส.ค.) ผลปรากฏว่า กรุงเทพมหานครยังคงรั้งอันดับที่ 6 จาก 11 เมืองใหญ่ในเอเชีย ซึ่งเป็นอันดับเดียวกับเมื่อปี 2568 ด้วยคะแนนรวม 62.9 คะแนน โดยกรุงเทพฯ ทำผลงานได้ดีในด้านธุรกิจ โครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม ปัญหาคุณภาพชีวิตที่ลดลงยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข

ทั้งนี้ ดัชนี ACII ประเมินเมืองต่าง ๆ ในเอเชียตามเกณฑ์คะแนน 0–100 โดยยิ่งได้คะแนนรวมสูงก็จะยิ่งสะท้อนระดับความเป็นนานาชาติที่สูงขึ้น สำหรับปี 2569 นี้ มีการประเมินครอบคลุม 7 มิติหลัก ได้แก่ ธุรกิจและเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต โครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมโยง นวัตกรรมและไอเดีย ความหลากหลายของทุนมนุษย์ การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม รวมทั้งระบบราชการและกฎหมายสำหรับภาคธุรกิจ

ฮ่องกง-สิงคโปร์ เกาะท็อป 2 เหนียวแน่น

ฮ่องกงยังคงรักษาอันดับ 1 เอาไว้ได้ โดยมีสิงคโปร์ตามมาเป็นอันดับ 2 ขณะที่โซลขยับหนึ่งอันดับขึ้นมาอยู่ที่ 3 สลับกับโตเกียวซึ่งหล่นไปอยู่อันดับ 4 แทน สำหรับเซี่ยงไฮ้ยังคงอยู่ที่ 5, กรุงเทพฯ อันดับ 6, กัวลาลัมเปอร์ อันดับ 7, ไทเป อันดับ 8, มุมไบ อันดับ 9, จาการ์ตา อันดับ 10 และโฮจิมินห์ อันดับ 11

รายงานดังกล่าวระบุว่า ภาพรวมในกลุ่มผู้นำค่อนข้างนิ่งเมื่อเทียบกับปี 2568 สะท้อนให้เห็นความแข็งแกร่งของเมืองที่เป็นศูนย์กลางระดับโลกอยู่แล้ว โดยฮ่องกงยังคงได้ประโยชน์จากพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง บทบาทในภาคธุรกิจระดับนานาชาติ การจัดกิจกรรมระดับโลก การท่องเที่ยว และระบบการศึกษา ขณะที่สิงคโปร์ได้รับปัจจัยหนุนจากทำเลที่ตั้ง ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ และความสามารถในการดึงดูดภาคธุรกิจต่างชาติรวมถึงการเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

กรุงเทพฯ โดดเด่นในเรื่องวัฒนธรรม แต่คุณภาพชีวิตน่าเป็นห่วง

กรุงเทพฯ รั้งอันดับ 6 ในภาพรวมได้ตามเดิม แต่ผลการประเมินในแต่ละหมวดย่อยมีความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด โดยทำคะแนนเติบโตได้อย่างโดดเด่นที่สุดในมิติการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม โดยขยับจากอันดับ 2 ขึ้นมาครองอันดับ 1 ได้สำเร็จ ขณะที่ด้านโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมโยงดีขึ้นจากอันดับ 7 มาอยู่อันดับ 5 ด้านนวัตกรรมและไอเดียก้าวจากอันดับ 10 ขึ้นมาอยู่อันดับ 7 และด้านธุรกิจและเศรษฐกิจก็ปรับตัวดีขึ้นจากอันดับ 7 มาอยู่อันดับ 6

จุดแข็งที่สุดของกรุงเทพฯ ในการจัดอันดับปี 2569 อยู่ที่มิติทางวัฒนธรรม ซึ่งคว้าอันดับ 1 จากทั้งหมด 11 เมือง โดยรายงานดังกล่าวระบุว่า ปัจจัยความสำเร็จมาจากความสามารถในการนำต้นทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างบรรยากาศที่คึกคักและเป็นมิตรกับผู้มาเยือน บวกกับโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริการที่ครอบคลุม และอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ช่วยเสริมศักยภาพการดึงดูดนักเดินทางจากทั่วโลก

ในทางกลับกัน มิติคุณภาพชีวิตของกรุงเทพฯ กลับร่วงลงอย่างน่าตกใจจากอันดับ 6 ลงไปอยู่อันดับ 9

ประเด็นน่ากังวลที่รายงานชี้ให้เห็นคือมิติคุณภาพชีวิตของกรุงเทพฯ โดยปัจจัยสำคัญที่กดดันคุณภาพชีวิตของกรุงเทพฯ ได้แก่ ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหัวที่อยู่ในระดับสูง ความท้าทายด้านความยั่งยืน และปัญหาการจราจรติดขัดอย่างหนัก

ปัญหาดังกล่าวถือเป็นเรื่องใหญ่ เนื่องจากรายงานฉบับนี้มองว่า คุณภาพชีวิตกลายเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ต่อความสามารถของเมืองในการดึงดูดและรักษาบุคลากรศักยภาพสูง ภาคธุรกิจ ตลอดจนนักท่องเที่ยวต่างชาติในระยะยาว

โจทย์ใหญ่กรุงเทพฯ เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันรอบด้าน

แม้ผลการประเมินจากดัชนี ACII จะออกมาแบบมีทั้งข่าวดีและข้อควรระวัง แต่ภาพรวมยังถือเป็นบวก โดยกรุงเทพฯ สามารถสร้างแรงส่งที่แข็งแกร่งในฐานะศูนย์กลางระดับนานาชาติของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะจุดแข็งด้านการท่องเที่ยว เสน่ห์ทางวัฒนธรรม กิจกรรมทางธุรกิจ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และนวัตกรรม อย่างไรก็ตาม รายงานเตือนว่าการพึ่งพาเพียงจุดแข็งเหล่านี้อาจไม่เพียงพอที่จะสร้างความโดดเด่นในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

สำหรับแนวทางในอนาคต รายงานนี้แนะนำให้กรุงเทพฯ เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล สร้างบุคลากรป้อนอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสดใส ตลอดจนออกมาตรการจูงใจทางการลงทุนที่ตรงจุด เพื่อยกระดับศักยภาพด้านนวัตกรรม รวมถึงด้านธุรกิจและเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน การแก้ปัญหาจราจรติดขัด การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และการเพิ่มความน่าอยู่ของเมือง จะเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาและขยายขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก

โดย กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์/ปนัยดา ปัทมโกวิท