HILITE: เอเซีย พลัส ชี้มรสุมการเงินโลกตึงตัวสวนทางยอดส่งออกไทยโตแกร่ง ชู ADVANC-BDMS-STA นำทัพหุ้นเด่นหลบภัย

บล.เอเซีย พลัส ประเมินภาพรวมการลงทุนโลกว่า ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญกับปัจจัยกดดันรอบด้าน (Horizon Market View) ทั้งความเสี่ยงทางการเมืองและการคลังในยุโรป เงินเฟ้อโลกที่ทรงตัวสูงจากราคาน้ำมันที่ดีดขึ้น และทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลักที่ยังคงเข้มงวด สวนทางกับปัจจัยในประเทศที่ได้แรงหนุนอย่างแข็งแกร่งจากตัวเลขการส่งออกเดือนกรกฎาคมที่เติบโตสูงถึง 21.6% แนะนำกลยุทธ์ “Selective Buy” ในหุ้นพื้นฐานแกร่งและปลอดภัยสูงเพื่อป้องกันความผันผวน

ตลาดโลกตึงตัวรอบด้าน: วิกฤตฝรั่งเศสฉุดยุโรป – น้ำมันดิบพุ่งเร่งเงินเฟ้อ – จับตาสุนทรพจน์ Jackson Hole คืนนี้ แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ วานนี้จะปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะดัชนี NASDAQ ปรับขึ้น +1.6% จากแรงส่งของ NVIDIA ที่คาดการณ์รายได้ปีหน้าเติบโตถึง 70% แต่ภาพรวมยังคงเป็นการปรับขึ้นแบบกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Selective Buy) ท่ามกลางปัจจัยกดดันและปัจจัยเสี่ยงภายนอกประเทศที่หนาแน่น:

  1. ความเสี่ยงทางการเมืองและการคลังของฝรั่งเศส: ดัชนี CRC 40 (CAC 40) ของฝรั่งเศสปรับตัวร่วงลงรุนแรงราว -1.7% ถึง -1.8% นำโดยแรงเทขายหนักในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์หลัก อาทิ BNP Paribas, Societe Generale และ Credit Agricole ท่ามกลางความกังวลด้านภาระทางการคลังและการเมือง ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรฝรั่งเศสและเยอรมนี (OAT-Bund Spread) กว้างขึ้นแตะระดับ 88 bps สะท้อนค่าพรีเมียมความเสี่ยงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน
  2. ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงเร่งตัว: ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวขึ้น 1.8% ปิดที่ระดับ 83.67 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากความล่าช้าในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน และความกังวลต่อความมั่นคงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลให้ความตึงเครียดด้านอุปทานพลังงานโลกและความเสี่ยงเงินเฟ้อกลับมาเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง
  3. ภัยแล้งเอลนีโญและดัชนีราคาอาหารโลก: ภัยเอลนีโญที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ประกอบกับทิศทางดัชนีราคาอาหารโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น เป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่จะกดดันให้เงินเฟ้อโลกยืนสูงนานกว่าที่คาด
  4. กระแส Hawkish จากเจ้าหน้าที่ธนาคารกลาง: สมาชิกคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) หลายราย นำโดยประธานเฟดสาขาแคนซัส ซิตี้ (Jeff Schmid) และประธานเฟดสาขาคลีฟแลนด์ (Beth Hammack) ต่างส่งสัญญาณสนับสนุนการคงอัตราดอกเบี้ยระดับสูงต่อไปเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ขณะที่รายงานการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) บ่งชี้จุดยืนที่ค่อนข้างเข้มงวดและมีโอกาสสูงที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายน 2569 นี้ ทั้งนี้ คืนนี้เวลา 21.00 น. ตลาดเฝ้าจับตาสุนทรพจน์แรกของ Kevin Warsh ประธานเฟด คนใหม่ในงานสัมมนา Jackson Hole อย่างใกล้ชิด

ในแง่ของหุ้นเทคโนโลยีและกระแสการลงทุนรายอุตสาหกรรมในตลาดต่างประเทศ (Region Radar):

  • MARVELL (MRVL US): รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปีบัญชี 70 ออกมาดีกว่าตลาดคาด โดยมีรายได้รวม 2.74 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (+37% YoY) และกำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ 0.94 ดอลลาร์สหรัฐ (+40% YoY) ได้อานิสงส์จากการเติบโตในกลุ่ม Data Center และความต้องการชิปเชื่อมต่อระดับสูง (Optical DSPs) อย่างไรก็ดี ราคาหุ้นร่วงลงในช่วง After-hours ถึง 7% เนื่องจากตลาดแสดงความผิดหวังต่อรายละเอียดของดีลมูลค่า 1.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐกับ Google ซึ่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) เปิดเผยว่า รายได้หลักจากดีลดังกล่าวจะยังไม่เข้ามามีนัยสำคัญจนกว่าจะถึงปีงบประมาณ 2028
  • หุ้นกลุ่ม SOFTWARE กลับมารับความสนใจระลอกใหม่: ดัชนี iShares Expanded Tech-Software Sector ETF (IGV US) พุ่งขึ้นเด่นชัดเจนราว 7% ในสัปดาห์นี้ หลังจากบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านความปลอดภัยไซเบอร์และซอฟต์แวร์อย่าง Crowdstrike และ Salesforce รายงานงบการเงินไตรมาสล่าสุดอย่างแข็งแกร่ง แนะนำเก็งกำไรผ่านตราสารแสดงสิทธิ DR: CRWD80, DR: NOW19 และ DR: PLTR06 ในระยะสั้น

สำหรับภาพรวมของเศรษฐกิจไทย กระทรวงพาณิชย์รายงานตัวเลขมูลค่าการส่งออกประจำเดือนกรกฎาคม 2569 ขยายตัวอย่างโดดเด่นถึง +21.6% YoY แตะระดับ 34,789.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ +17.8% ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกสะสมในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ขยายตัวทะยานสู่ระดับ +18.2% YoY และสร้างความมั่นใจว่ายอดส่งออกไทยทั้งปีจะสามารถเติบโตเป็นตัวเลขสองหลักได้อย่างแน่นอน แม้ว่าดุลการค้าในเดือนนี้จะยังขาดดุลสุทธิอยู่แต่พบทิศทางการขาดดุลที่ชะลอตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้า กลุ่มอุตสาหกรรมส่งออกของไทยที่เติบโตโดดเด่นและสอดคล้องกับโครงสร้างธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนไทย ได้แก่:

  1. กลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (KCE, HANA): ขยายตัวอย่างร้อนแรงสูงสุดถึง +67.7% YoY จากอุปสงค์ชิปและเทคโนโลยี AI ทั่วโลก
  2. กลุ่มน้ำมันสำเร็จรูป (PTTEP, TOP, SPRC): ขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง +120.0% YoY
  3. กลุ่มสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป: ยางพารา (STA, NER) เติบโตโดดเด่น +33.8% YoY, กลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยง (ITC, AAI, ASIAN) ขยายตัว +17.4% YoY และไก่แปรรูป (CPF, GFPT) ขยายตัวต่อเนื่อง +7.48% YoY
  4. กลุ่มวัสดุและบรรจุภัณฑ์: เม็ดพลาสติก (IVL) ขยายตัว +16.35% YoY และบรรจุภัณฑ์กระดาษ (SCGP) ขยายตัว +14.34% YoY

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยฯ ระบุถึงปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนต้องระมัดระวัง ได้แก่ นโยบายการพิจารณาเก็บภาษีเพิ่มเติมในอุตสาหกรรม Semiconductor ของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะขยายขอบเขตไปยังกลุ่มอุปกรณ์ปลายน้ำ (เช่น แล็ปท็อป, เซิร์ฟเวอร์ และอุปกรณ์ Data Center) เพื่อบีบให้เกิดการย้ายฐานการผลิตกลับไปยังสหรัฐฯ ซึ่งจะสร้างความกังวลเชิง Sentiment ต่อหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ไทยอย่าง HANA, CCET, KCE และ DELTA ตลอดจนปัจจัยเสี่ยงภายในประเทศจากการรายงานยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในไทยที่เร่งตัวขึ้นมาแตะระดับ 3.7 หมื่นคน ซึ่งอาจเป็นปัจจัยเชิงลบกดดันหุ้นกลุ่มเปิดเมือง (Reopening Play) เช่น ท่องเที่ยว ค้าปลีก และสื่อโฆษณาในระยะสั้น

ในแง่ของกระแสเงินทุน (Fund Flow) นักลงทุนต่างชาติยังคงอยู่ในโหมดลดความเสี่ยง โดยวานนี้เทขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยถึง 5.45 พันล้านบาท ควบคู่กับการเปิดสถานะขายชอร์ตสุทธิ (Net Short) ในตลาดอนุพันธ์ TFEX สูงถึง 37,000 สัญญา โดยแรงขายส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในหุ้นขนาดใหญ่ที่ราคาปรับตัวขึ้นมาสูงตั้งแต่ต้นปี (YTD) นำโดย DELTA (ถูกขายสุทธิ 242 ล้านบาท), TTB (ถูกขาย 204 ล้านบาท) รวมถึง GULF, ADVANC, CPALL, MINT และ TISCO อย่างไรก็ตามประเมินว่าหากปัจจัยพื้นฐานทางธุรกิจไม่ได้เปลี่ยนแปลง แรงขายดังกล่าวถือเป็นโอกาสในการเริ่มทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดีในจังหวะที่ราคาย่อตัว ฝ่ายวิจัยฯ แนะนำจัดสรรพอร์ตการลงทุนผ่านกลยุทธ์ “Selective Buy” ในกลุ่มหุ้นไทยที่มีปัจจัยพื้นฐานแกร่งและทนทานต่อความตึงตัวของเศรษฐกิจโลก โดยชู 3 หุ้นเด่นประจำวัน ดังนี้:

  1. ADVANC (หุ้นสื่อสารปันผลเด่นกำไรแกร่ง): แม้จะเผชิญแรงขายจากต่างชาติวานนี้ แต่ราคาหุ้นยังคงมีความแข็งแกร่งสะท้อนแรงซื้อคืนที่รวดเร็ว คาดการณ์กำไรช่วงครึ่งหลังปี 2569 (2H69) เติบโตโดดเด่นทั้ง HoH และ YoY พร้อมเป็นที่พักเงินชั้นดีด้วยอัตราผลตอบแทนเงินปันผลทั้งปีที่จูงใจสูงถึงระดับ 4.9%
  2. BDMS (หุ้นปลอดภัยแนวโน้มฟื้นตัวชัดเจน): มีสถานะเป็นหุ้นกลุ่มปลอดภัย (Defensive Play) ราคาหุ้นปัจจุบันยังคง Laggard และไม่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง คาดผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/2569 จะปรับตัวฟื้นตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน
  3. STA (หุ้นยางพารารับเทรนด์ส่งออก): เป็นหุ้นเด่นประจำกลุ่มเกษตรส่งออก ได้รับประโยชน์โดยตรงจากมูลค่าการส่งออกยางพาราไทยที่โตสูงกว่า 33% และแนวโน้มราคายางโลกที่พุ่งตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง คาดผลักดันให้กำไรไตรมาส 3 เติบโตอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (YoY)