ตลาดหุ้นเอเชียปิดภาคเช้าปรับตัวลงในวันนี้ (31 ส.ค.) หลังจากการกล่าวสุนทรพจน์ของเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้กระตุ้นให้เกิดการคาดการณ์ว่าเฟดอาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนหน้า นอกจากนี้ ตลาดยังถูกกดดันจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น หลังจากกองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีฐานยิงจรวดของอิหร่านบนเกาะลารัค ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทำให้นักลงทุนวิตกกังวลว่าสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจทวีความรุนแรงมากขึ้น
- ดัชนีนิกเกอิ [NIKKEI.X] ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดเช้าที่ 65,361.60 จุด ลดลง 1,043.96 จุด หรือ -1.57%
- ดัชนีฮั่งเส็ง [HSI.X] ตลาดหุ้นฮ่องกงปิดเช้าที่ 25,402.36 จุด ลดลง 182.43 จุด หรือ -0.71%
- ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต [SSE.X] ตลาดหุ้นจีนปิดเช้าที่ 3,944.46 จุด ลดลง 7.72 จุด หรือ -0.20%
- ดัชนี KOSPI [KOSPI.X] ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ลดลง 1.57%
- ดัชนี S&P/ASX 200 [XJO.X] ตลาดหุ้นออสเตรเลียปรับตัวลง 0.15%
เควิน วอร์ช ประธานเฟดได้กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมประจำปีของเฟดที่เมืองแจ็กสัน โฮล รัฐไวโอเมิงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (28 ส.ค.) ว่า “เราต้องมั่นใจว่าเงินเฟ้อพื้นฐานกำลังเคลื่อนตัวสู่เป้าหมายของเราอย่างชัดเจนและด้วยความเร็วที่เพียงพอ หากไม่เป็นเช่นนั้น เราก็ยังมีงานที่ต้องทำ” ซึ่งถ้อยแถลงดังกล่าวทำให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าเฟดอาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนก.ย.
ตลาดหุ้นเอเชียยังถูกกดดันจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน หลังจากกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ยืนยันว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีฐานยิงจรวด 2 แห่งของอิหร่านบนเกาะลารัค ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ ในวันอาทิตย์ (30 ส.ค.) หลังจากกองทัพพบว่ากองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) กำลังเตรียมการยิงจรวดที่บรรจุทุ่นระเบิดทางน้ำลงสู่ช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้อิหร่านยิงขีปนาวุธข้ามแดนตอบโต้ใส่ฐานทัพสหรัฐฯ 2 แห่งในจอร์แดน
ทั้งนี้ น้ำมันดิบ WTI [WTI.X] พุ่งขึ้น 2.1% แตะที่ระดับ 85.14 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบเบรนท์ [BRENT.X] พุ่งขึ้น 2% แตะที่ 89.90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจในเอเชียเช้านี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนรายงานว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตอยู่ที่ระดับ 49.8 ในเดือนส.ค. เพิ่มขึ้นจากระดับ 49.2 ในเดือนก.ค. และดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 49.6
อย่างไรก็ตาม ดัชนีที่อยู่ต่ำกว่า 50 บ่งชี้ว่าภาคการผลิตของจีนอยู่ในภาวะหดตัว และเป็นการหดตัวติดต่อกันเดือนที่สอง ซึ่งกดดันให้รัฐบาลบาลจีนต้องเร่งออกมาตรการพยุงเศรษฐกิจ หลังจากที่การเติบโตทางเศรษฐกิจเริ่มสูญเสียแรงขับเคลื่อน
ส่วนดัชนี PMI นอกภาคการผลิต ซึ่งรวมถึงกิจกรรมในภาคการก่อสร้างและการบริการ อยู่ที่ระดับ 49 ในเดือนส.ค. ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับของเดือนก.ค. โดยดัชนีที่อยู่ต่ำกว่า 50 บ่งชี้ถึงภาวะหดตัวเช่นกัน
ด้านกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นในเดือน ก.ค. เกือบจะทรงตัว โดยปรับตัวขึ้นเพียง 0.1% จากเดือนก่อนหน้า เนื่องจากยอดส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์ที่เพิ่มขึ้นถูกหักล้างด้วยการร่วงลงของผลผลิตอุปกรณ์การขนส่ง
โดย รัตนา พงศ์ทวิช/ปรียพรรณ มีสุข





