มองมุมต่าง: กบข. เปิดพอร์ต 1.58 ล้านล้าน เร่งปลุกสมาชิก หลังพบ 65% ยังไม่เลือกแผนลงทุนด้วยตนเอง

การออมเพื่อเกษียณไม่ใช่เพียงเรื่องของจำนวนเงินที่หักสะสมในแต่ละเดือน แต่ขึ้นอยู่กับว่าเงินก้อนนั้นถูกนำไปลงทุนอย่างไร และสมาชิกสามารถอยู่กับแผนที่เหมาะสมได้นานเพียงใด เพราะข้อมูลล่าสุดของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) สะท้อนให้เห็นชัดว่า การไม่เลือกแผน และ การเปลี่ยนแผนตามอารมณ์ตลาดบ่อยเกินไป อาจทำให้เงินเกษียณปลายทางแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ณ เดือนมิถุนายน 2569 กบข. มีสมาชิก 1.29 ล้านราย มีสินทรัพย์รวม 1.58 ล้านล้านบาท แต่มีสมาชิกเลือกแผนลงทุนด้วยตนเองเพียง 35% หรือ 446,073 ราย แบ่งเป็นผู้เลือกแผนสมดุลตามอายุประมาณ 9% และเลือกแผนอื่นๆ อีกราว 26% ขณะที่สมาชิกถึง 65% หรือ 831,482 ราย ยังไม่ได้เลือกแผนและปล่อยให้เงินลงทุนอยู่ในแผนเริ่มต้น

ตัวเลขดังกล่าวไม่จำเป็นต้องแปลว่าแผนเริ่มต้นไม่ดี แต่สะท้อนว่าสมาชิกจำนวนมากยังไม่ได้ตรวจสอบว่าแผนที่ถืออยู่สอดคล้องกับอายุ ระยะเวลาที่เหลือก่อนเกษียณ ความสามารถในการรับความเสี่ยง และเป้าหมายทางการเงินจริงหรือไม่ เพราะแผนที่เหมาะกับข้าราชการอายุ 30 ปี ซึ่งยังมีเวลาลงทุนอีกหลายสิบปี ย่อมไม่ควรเหมือนกับผู้ที่กำลังจะเกษียณในอีกไม่กี่ปี

กบข. จึงแบ่งพฤติกรรมสมาชิกออกเป็น 5 กลุ่ม ตั้งแต่ Starter ซึ่งเพิ่งเริ่มต้นและยังไม่ขยับ Builder ที่เริ่มออมและมองอนาคต Explorer ที่พร้อมทดลองเรียนรู้ Planner ซึ่งตัดสินใจจากข้อมูล ไปจนถึง Protector ซึ่งมีฐานเงินออมแล้วและให้ความสำคัญกับการรักษาเงินต้น การแบ่งกลุ่มเช่นนี้ทำให้เห็นว่า สมาชิกกว่า 1 ล้านคนไม่สามารถสื่อสารหรือให้คำแนะนำด้วยวิธีเดียวกันทั้งหมดได้

อีกด้านหนึ่ง สมาชิกที่ออมต่อหลังเกษียณก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ณ เดือนมิถุนายน 2569 มีผู้เลือกออมต่อกับ กบข. 8,153 ราย เพิ่มขึ้น 67 รายจากปี 2568 หรือประมาณ 0.8% โดยกลุ่มใหญ่ที่สุดมีเงินในบัญชีระหว่าง 1–2 ล้านบาท จำนวน 3,231 ราย รองลงมาคือมากกว่า 2 ล้านบาท 1,730 ราย และมีเงินระหว่าง 500,000-1 ล้านบาทอีก 1,574 ราย

เหตุผลสำคัญที่สมาชิกเลือกออมต่อ ได้แก่ ผลตอบแทนที่แข่งขันได้ ความมั่นใจใน กบข. และความต้องการให้เงินลงทุนต่อภายใต้ความเสี่ยงที่เหมาะสม ส่วนผู้ที่เลือกรับเงินออกมักกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย มีภาระหนี้ หรือกลัวความผันผวนของระบบลงทุน

นี่คือโจทย์สำคัญ เพราะช่วงหลังเกษียณเป็นช่วงที่ผู้สูงอายุต้องบริหารเงินก้อนใหญ่ ท่ามกลางความเสี่ยงจากมิจฉาชีพที่เพิ่มขึ้น ข้อมูลในเดือนธันวาคม 2568 ระบุว่า ผู้สูงอายุอายุ 60-74 ปีได้รับความเสียหายจากภัยทุจริตเพิ่มขึ้น 23% รวมมูลค่าหลักพันล้านบาท การได้รับเงินเกษียณก้อนใหญ่จึงไม่ได้มีเพียงความเสี่ยงด้านการลงทุน แต่ยังรวมถึงความเสี่ยงจากการถูกหลอกและการบริหารเงินผิดพลาดด้วย

ในด้านผลตอบแทน ข้อมูล ณ วันที่ 16 สิงหาคม 2569 ระบุว่า แผนลงทุนพื้นฐานทั่วไปให้ผลตอบแทนสะสมตั้งแต่ต้นปี 8.08% แผนสมดุลตามอายุสัดส่วนใหม่สำหรับสมาชิกอายุต่ำกว่า 50 ปีให้ผลตอบแทน 17.23% แผนกองทุนรวมวายุภักษ์ 12.26% และแผนลงทุนตามหลักชะรีอะฮ์ 20.41%

ส่วนแผนสินทรัพย์เฉพาะทาง แผนหุ้นไทยให้ผลตอบแทนสูงถึง 34.69% ตามด้วยแผนหุ้นต่างประเทศ 24.19% แผนกองทุนอสังหาริมทรัพย์ไทย 15.79% และแผนทองคำ 5.58% ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าในแต่ละช่วงเวลา สินทรัพย์แต่ละประเภทให้ผลตอบแทนแตกต่างกันมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าสมาชิกควรไล่ย้ายเงินไปหาแผนที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในอดีต เพราะสินทรัพย์ที่ขึ้นแรงที่สุดในปีนี้อาจไม่ใช่ผู้ชนะในปีถัดไป

สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้ผลตอบแทน คือโครงสร้างพอร์ตขนาดใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังการบริหารเงินเกษียณของสมาชิก ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 กบข. มีมูลค่าเงินกองทุนส่วนสมาชิกรวม 535,345 ล้านบาท

โดยกระจายเงินลงทุนออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ ตราสารหนี้ 52.60% สินทรัพย์ทางเลือก 23.93% และตราสารทุน 23.47%

โครงสร้างนี้สะท้อนว่า กบข. ไม่ได้มุ่งสร้างผลตอบแทนจากหุ้นเพียงอย่างเดียว แต่ให้น้ำหนักกับการรักษาเสถียรภาพของเงินกองทุนด้วย ตราสารหนี้ที่มีสัดส่วนมากกว่าครึ่งพอร์ตทำหน้าที่เป็นฐานลดความผันผวน สร้างรายได้จากดอกเบี้ย และช่วยรองรับภาระการจ่ายเงินให้สมาชิกที่ทยอยเกษียณ ขณะที่หุ้นและสินทรัพย์ทางเลือกทำหน้าที่เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนให้เงินเติบโตเหนือเงินเฟ้อในระยะยาว

ภายในพอร์ตตราสารหนี้ 52.60% กระจายอยู่ในตราสารหนี้ภาครัฐไทย 13.72% ตราสารหนี้ภาคเอกชนโลก 13.18% ตราสารหนี้ภาคเอกชนไทย 12.73% ตราสารหนี้ภาครัฐโลก 7.60% ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ 3.03% ตราสารหนี้ตลาดเงินไทย 1.39% และตราสารหนี้ระยะสั้น 0.95%

การกระจายเช่นนี้ช่วยลดการพึ่งพาตลาดตราสารหนี้ไทยเพียงแห่งเดียว แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงประเภทใหม่เข้ามา ทั้งความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยต่างประเทศ ค่าเงิน และคุณภาพเครดิตของผู้ออกตราสาร ดังนั้น การลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงต่ำเสมอไป เพียงแต่เป็นความเสี่ยงคนละแบบกับการลงทุนในหุ้น

ขณะที่พอร์ตตราสารทุน 23.47% แบ่งเป็นหุ้นตลาดพัฒนาแล้ว 12.36% หุ้นตลาดเกิดใหม่ 6.75% และหุ้นไทย 4.36% จุดที่น่าสังเกตคือ กบข. ให้น้ำหนักหุ้นต่างประเทศมากกว่าหุ้นไทยอย่างชัดเจน ซึ่งช่วยให้เงินเกษียณของสมาชิกไม่ผูกติดกับเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยเพียงประเทศเดียว

การลงทุนในหุ้นตลาดพัฒนาแล้วเปิดโอกาสให้พอร์ตเข้าถึงบริษัทขนาดใหญ่ระดับโลก โดยเฉพาะธุรกิจเทคโนโลยี สุขภาพ สินค้าอุปโภคบริโภค และนวัตกรรมที่ตลาดหุ้นไทยมีตัวเลือกค่อนข้างจำกัด ส่วนหุ้นตลาดเกิดใหม่ช่วยเพิ่มโอกาสจากประเทศที่ยังมีการเติบโตทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อสูง แต่แลกมาด้วยความผันผวนที่มากกว่า

สำหรับหุ้นไทย แม้มีสัดส่วนเพียง 4.36% ของเงินกองทุนส่วนสมาชิกทั้งหมด แต่ยังมีบทบาทในฐานะสินทรัพย์ที่ กบข. มีความเข้าใจตลาด เข้าถึงข้อมูล และสามารถใช้สถานะผู้ลงทุนสถาบันเข้าไปมีส่วนร่วมกับบริษัทจดทะเบียนได้โดยตรง การลงทุนหุ้นไทยของ กบข. จึงไม่ได้มีเพียงมิติของผลตอบแทน แต่ยังรวมถึงบทบาทในการยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลของตลาดทุนไทยด้วย

ส่วนสินทรัพย์ทางเลือก 23.93% เป็นอีกเสาหลักที่ช่วยให้พอร์ตไม่เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับหุ้นและตราสารหนี้ทั้งหมด ประกอบด้วย ทองคำ 5.15% โครงสร้างพื้นฐาน 4.75% อสังหาริมทรัพย์ไทย 3.91% อสังหาริมทรัพย์โลก 3.89% นิติบุคคลเอกชนโลก 3.45% กองทุน Absolute Return 2.29% และนิติบุคคลเอกชนไทยกับภูมิภาค 0.49%

สินทรัพย์แต่ละประเภทมีหน้าที่แตกต่างกัน ทองคำช่วยกระจายความเสี่ยงในช่วงเงินเฟ้อ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือภาวะที่นักลงทุนลดการถือสินทรัพย์เสี่ยง โครงสร้างพื้นฐานและอสังหาริมทรัพย์ช่วยสร้างกระแสเงินสดระยะยาว ขณะที่ Private Equity หรือนิติบุคคลเอกชนเปิดโอกาสให้เข้าถึงธุรกิจที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

ส่วน Absolute Return Funds มุ่งสร้างผลตอบแทนภายใต้สภาวะตลาดที่หลากหลาย ไม่ได้อาศัยทิศทางขาขึ้นของตลาดเพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม สินทรัพย์ทางเลือกไม่ได้มีแต่ข้อดี เพราะสินทรัพย์บางประเภทซื้อขายได้ยาก ประเมินราคาไม่บ่อย มีโครงสร้างซับซ้อน และอาจต้องล็อกเงินลงทุนเป็นเวลานาน การกำหนดสัดส่วนจึงต้องพิจารณาควบคู่กับสภาพคล่องของกองทุน เพื่อให้มีเงินเพียงพอสำหรับจ่ายสมาชิกที่เกษียณหรือถอนเงินออกในแต่ละช่วงเวลา

นอกจากนี้ กบข. ยังลงทุนในตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน หรือ ESG Bonds เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมูลค่ารวมเพิ่มจากประมาณ 66,505 ล้านบาทในปี 2566 เป็น 91,317 ล้านบาทในปี 2567 และ 106,942 ล้านบาทในปี 2568 ส่วนข้อมูล ณ วันที่ 18 มีนาคม 2569 อยู่ที่ประมาณ 103,637 ล้านบาท ครอบคลุม Green Bond, Social Bond, Sustainability Bond และ Sustainability-Linked Bond

การลงทุนกลุ่มนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงสร้างภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการนำความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กฎระเบียบ และการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจเข้ามาประเมินร่วมกับผลตอบแทน เพราะหากบริษัทปรับตัวไม่ทัน ต้นทุนทางการเงินและความสามารถทำกำไรอาจได้รับผลกระทบ ซึ่งสุดท้ายย่อมสะท้อนกลับมาที่มูลค่าพอร์ตและเงินเกษียณของสมาชิก

กบข. ยังเข้าหารือกับบริษัทจดทะเบียนอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นประเด็น Net Zero การตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน และธรรมาภิบาล ปัจจุบันครอบคลุมบริษัทจดทะเบียน 10 แห่งใน 6 หมวดธุรกิจ คิดเป็น 22% ของพอร์ตตราสารทุนในประเทศ และ 24% ของพอร์ตตราสารหนี้ในประเทศ กลุ่มที่มีสัดส่วนมากที่สุด ได้แก่ พลังงานและสาธารณูปโภค 36.19% เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 26.79% และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 19.63%

จุดสำคัญคือ กบข. ไม่ได้ใช้วิธีขายหุ้นออกทันทีเมื่อพบบริษัทที่มีปัญหาเท่านั้น แต่สามารถเลือกพูดคุยกับผู้บริหาร ใช้สิทธิออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น และร่วมมือกับนักลงทุนสถาบันรายอื่นเพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลง วิธีนี้ทำให้บทบาทของ กบข. ขยับจากผู้ซื้อขายสินทรัพย์ไปสู่การเป็น เจ้าของร่วมที่พยายามรักษามูลค่าการลงทุนระยะยาว

ในอนาคต กบข. ยังศึกษาแนวทาง Total Portfolio Approach หรือ TPA ซึ่งเป็นการมองพอร์ตทั้งหมดเป็นก้อนเดียว แทนการแยกตัดสินใจว่าต้องถือหุ้น ตราสารหนี้ หรืออสังหาริมทรัพย์ตามกรอบตายตัว แนวคิดนี้จะมองผ่านปัจจัยขับเคลื่อนผลตอบแทนและความเสี่ยง เช่น การเติบโตทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย สภาพคล่อง และความเสี่ยงด้านเครดิต

ข้อดีคือ เงินลงทุนสามารถเคลื่อนย้ายไปหาโอกาสที่คุ้มค่าที่สุดได้ยืดหยุ่นขึ้น และผู้บริหารเห็นความเสี่ยงที่ซ้ำซ้อนกันทั้งพอร์ต ตัวอย่างเช่น หุ้นธนาคาร หุ้นกู้ธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์อาจถูกจัดอยู่คนละประเภทสินทรัพย์ แต่ทั้งหมดอาจได้รับผลกระทบพร้อมกันจากดอกเบี้ยหรือเศรษฐกิจชะลอตัว การมองเพียงป้ายชื่อสินทรัพย์ จึงอาจทำให้ประเมินว่าพอร์ตกระจายความเสี่ยงแล้ว ทั้งที่ความเสี่ยงเบื้องหลังยังเชื่อมโยงกันอยู่

ข้อมูลเปรียบเทียบของ กบข. ยิ่งตอกย้ำความสำคัญของการมองระยะยาว สมาชิก A ซึ่งเปลี่ยนแผนลงทุนถึง 21 ครั้งระหว่างปี 2564-2568 มีเงินที่คาดว่าจะได้รับเมื่อเกษียณ 1,626,677.16 บาท ขณะที่สมาชิก B ซึ่งเปลี่ยนแผนเพียงครั้งเดียวและถือแผนที่เหมาะสมกับระดับความผันผวนที่รับได้ มีเงินคาดการณ์ 1,810,302.53 บาท มากกว่าถึง 183,624.37 บาท

กรณีนี้ไม่ได้หมายความว่าห้ามเปลี่ยนแผนลงทุน แต่กำลังบอกว่า “เหตุผลของการเปลี่ยน” สำคัญกว่า “จำนวนครั้งที่เปลี่ยน” หากปรับแผนเพราะอายุเพิ่มขึ้น เป้าหมายเปลี่ยนไป หรือความสามารถรับความเสี่ยงลดลง ถือเป็นการตัดสินใจตามหลักการ แต่หากเปลี่ยนเพราะเห็นตลาดขึ้นแล้วรีบซื้อ หรือเห็นตลาดลงแล้วรีบหนี ก็มีโอกาสกลายเป็นการซื้อแพงและขายถูกซ้ำๆ

ตัวอย่างจากตลาดสหรัฐฯ ระหว่างเดือนพฤษภาคม 2548 ถึงพฤษภาคม 2568 แสดงให้เห็นต้นทุนของการจับจังหวะผิด หากลงทุน 10,000 ดอลลาร์และอยู่ในตลาดตลอด เงินจะเพิ่มเป็น 71,041 ดอลลาร์ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10.3% ต่อปี แต่หากพลาดวันที่ตลาดให้ผลตอบแทนดีที่สุดเพียง 10 วัน เงินปลายทางจะเหลือ 31,472 ดอลลาร์ และผลตอบแทนเฉลี่ยลดลงเหลือ 5.9% ต่อปี หากพลาด 30 วันที่ดีที่สุด เงินจะเหลือเพียง 12,202 ดอลลาร์ หรือได้ผลตอบแทนเฉลี่ยแค่ 1% ต่อปี

ที่สำคัญ วันดีที่สุดของตลาดมักเกิดใกล้กับวันที่ตลาดแย่ที่สุด จึงแทบไม่มีใครหลบวันร้ายได้อย่างแม่นยำโดยไม่เสี่ยงพลาดวันฟื้นตัว การเลือกแผนที่เหมาะสมและถือให้ผ่านความผันผวนจึงอาจสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าการพยายามคาดการณ์ตลาดตลอดเวลา

ภายใต้โจทย์เหล่านี้ กบข. เตรียมยกระดับการดูแลสมาชิกหลายด้าน ทั้งการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อให้บริการแบบเฉพาะบุคคล การออกมาตรการกระตุ้นตามพฤติกรรมของสมาชิกแต่ละกลุ่ม การพัฒนา Retirement Academy เพื่อยกระดับความรู้ทางการเงิน และการผลักดันทางเลือกบริหารเงินหลังเกษียณเพิ่มเติม รวมถึงข้อเสนอแก้กฎหมายให้อดีตสมาชิกที่เคยรับเงินออกไปนำเงินก้อนกลับมาให้ กบข. บริหาร รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้รับบำนาญหรือเบี้ยหวัดส่งเงินรายเดือนกลับเข้ามาให้ กบข. บริหารต่อเนื่องได้

เพราะพอร์ตเกษียณที่ดี ไม่ใช่พอร์ตที่ไม่มีวันขาดทุน แต่คือพอร์ตที่กระจายความเสี่ยงเพียงพอ มีโอกาสเติบโตเหนือเงินเฟ้อ มีสภาพคล่องรองรับการจ่ายเงิน และช่วยให้สมาชิกเดินทางไปถึงเป้าหมายได้โดยไม่ตัดสินใจผิดพลาด

โดย ธิติ ภัทรยลรดี

ข่าวล่าสุด