ภาวะตลาดน้ำมัน: น้ำมัน WTI ปิดบวก $2.36 หวั่นสงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ กระทบอุปทาน

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกในวันจันทร์ (31 ส.ค.) หลังจากสหรัฐฯ และอิหร่านได้เปิดฉากปะทะกันรอบใหม่ ซึ่งทำให้นักลงทุนวิตกกังวลว่าสถานการณ์ความขัดแย้งที่ล่วงเข้าสู่เดือนที่ 6 นี้อาจจะส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลก

ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI [WTI.X] ส่งมอบเดือนต.ค. เพิ่มขึ้น 2.36 ดอลลาร์ หรือ 2.83% ปิดที่ 85.76 ดอลลาร์/บาร์เรล

ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) [BRENT.X] ส่งมอบเดือนต.ค. เพิ่มขึ้น 2.39 ดอลลาร์ หรือ 2.71% ปิดที่ 90.49 ดอลลาร์/บาร์เรล

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ยืนยันว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีฐานยิงจรวด 2 แห่งของอิหร่านบนเกาะลารัค ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ ในวันอาทิตย์ (30 ส.ค.) หลังพบว่ากองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) กำลังเตรียมการยิงจรวดที่บรรจุทุ่นระเบิดทางน้ำลงสู่ช่องแคบฮอร์มุซ

ต่อมาอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธข้ามแดนตอบโต้ใส่ฐานทัพสหรัฐฯ 2 แห่งในจอร์แดน นอกจากนั้นยังส่งโดรนโจมตีฐานทัพอากาศ “อัล มินฮัด” (Al Minhad Air Base) ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) โดยพุ่งเป้าไปที่จุดประจำการทหารและฝูงเฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้กรณีที่สมาชิกของ IRGC และพลเรือนชาวอิหร่าน ถูกสังหารบนเกาะลารัค

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐน ประกาศว่าจะตอบโต้อิหร่าน หลังจากที่อิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน พร้อมกับขู่ว่าจะทำลายเกาะคาร์กให้ย่อยยับ โดยเกาะคาร์กเป็นสถานีส่งออกน้ำมันที่สำคัญของอิหร่าน

ทั้งนี้ การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการขนส่งพลังงานของโลก ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งขณะนี้เข้าสู่เดือนที่ 6 แล้ว

ข้อมูลการเดินเรือล่าสุดระบุว่า จำนวนเรือขนส่งสินค้าโภคภัณฑ์ที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซในช่วงสุดสัปดาห์ ลดลงเหลือเพียง 5 ลำต่อวัน ซึ่งก่อนเกิดสงครามนั้น มีเรือแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซถึงวันละ 125 – 140 ลำ

นักวิเคราะห์จาก PVM Oil Associates กล่าวว่า ความเสี่ยงด้านอุปทานจะยังคงมีอยู่ และคาดว่าปริมาณน้ำมันสำรองจะยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายสัปดาห์และหลายเดือนข้างหน้า ขณะที่สงครามอิหร่านมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงดุลยภาพด้านความมั่นคงที่เป็นอยู่เดิมในตะวันออกกลาง

สำหรับความเคลื่อนไหวอื่น ๆ นั้น ปธน.ทรัมป์กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า น้ำมันที่ได้จากข้อตกลงกับเวเนซุเอลาจะถูกนำมาใช้เพื่อเติมคลังปิโตรเลียมสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ (SPR) ซึ่งลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 44 ปี

นอกจากนี้ มีรายงานว่า บริษัท Chevron และ GE Vernova ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานของสหรัฐฯ พร้อมด้วยบริษัท ONGC ของอินเดีย, บริษัท Eni ของอิตาลี และบริษัท GeoPark ของโคลอมเบีย เตรียมลงนามในข้อตกลงขั้นสุดท้ายในเวเนซุเอลา หลังมีการเจรจานานหลายเดือนเพื่อสรุปโครงการพลังงานในเวเนซุเอลาซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกกลุ่มโอเปก

โดย รัตนา พงศ์ทวิช