
ค่าเงินบาท [USDTHB.X] เปิดเช้านี้ที่ระดับ 33.35 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าจากปิดตลาดวานนี้ที่ระดับ 33.25/26 บาท/ดอลลาร์
นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เงินบาทและสกุลเงินในภูมิภาคเช้านี้เปิดอ่อนค่า โดยเมื่อคืนดอลลาร์แข็งค่าเทียบทุกสกุลเงิน หลังตลาดเทขายพันธบัตรทั่วโลก จากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อจากสงครามในตะวันออกกลางยังตึงเครียดและยืดเยื้อ
สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามวันนี้ คือตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ
นักบริหารเงิน คาดกรอบเงินบาทวันนี้ จะอยู่ที่ระดับ 33.20-33.45 บาท/ดอลลาร์
*ปัจจัยสำคัญ
– เงินเยน อยู่ที่ระดับ 160.28 เยน/ดอลลาร์ จากเย็นวานนี้ที่ระดับ 160.01/02 เยน/ดอลลาร์
-เงินยูโร อยู่ที่ระดับ 1.1580 ดอลลาร์/ยูโร จากเย็นวานนี้ที่ระดับ 1.1594/1596 ดอลลาร์/ยูโร
-อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคารของธปท. อยู่ที่ระดับ 33.203 บาท/ดอลลาร์
– 7 เดือนแรกปี 69 ไทยขาดดุล 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ “ศุภจี” ชี้เป็นโจทย์เชิงโครงสร้าง แจงเหตุนำเข้าสินค้าทุน วัตถุดิบ สินค้ากึ่งสำเร็จรูปเพื่อการผลิตเพิ่มขึ้น เร่งสร้างสมดุล เพิ่มบทบาทผู้ประกอบการไทย
– จ่อเปิดประชาพิจารณ์ร่าง “พีดีพี 2026” วันที่ 8 ก.ย. นี้ “บล.กสิกรไทย” มองเป็นสตอรี่สำคัญที่หนุนเติบโตระยะยาว รับอานิสงส์ Data Center-พลังงานสะอาด “บล.บัวหลวง” ให้น้ำหนักบวกต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า “บล.ฟินันเซีย ไซรัส” เตือนระวังแรงขาย “Sell on Fact” ในระยะสั้นสำหรับหุ้นที่ราคาปรับขึ้นมาตอบรับข่าวแล้ว
– จับตาตลาดแห่เทขายหนักดันบอนด์ยีลด์ทั่วโลกพุ่ง “สูงสุดรอบ 18 ปี” หลังเฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย กดดันขึ้นดอกเบี้ยระยะสั้นทั่วโลก ชี้บอนด์ยีลด์ญี่ปุ่นแตะ 3% ครั้งแรกรอบ 30 ปี ห่วงสะเทือนตลาดเงินไทย “ไทยบีเอ็มเอ” ชี้กระทบต้นทุนออกหุ้นกู้ บล.กสิกรไทย ระบุแตะ 5% ดันหุ้นส่งสัญญาณลบ “กรุงไทย” เตือนบอนด์ไทยเสี่ยงพุ่งตามโลก คาดกระทบจำกัด ชี้ ธปท.มีช่องตรึงดอกเบี้ย
– รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางของกลุ่ม G20 ยกเว้นจีน เห็นพ้องกันเมื่อวันอังคาร (1 ก.ย.) ว่า ประเทศต่าง ๆ ควรยกเลิกนโยบายและแนวปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามกลไกตลาด ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความไม่สมดุลทางการค้าโลก
– ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ โพสต์ข้อความบน Truth Social ระบุว่า สหรัฐกำลังโจมตีอิหร่านครั้งใหม่ เพื่อตอบโต้ต่อการที่อิหร่านพยายามนำทุ่นระเบิดไปวางในช่องแคบฮอร์มุซ และต่อการที่อิหร่านยิงขีปนาวุธใส่ฐานทัพสหรัฐในจอร์แดน
– อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลพุ่งขึ้นทั่วโลกเมื่อวานนี้ (1 ก.ย.) โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักรทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ดีดตัวขึ้นเช่นกัน หลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาทวีความรุนแรงอีกครั้ง ทำให้นักลงทุนกลับมากังวลเกี่ยวกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ
– สำนักงานสถิติของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) พบว่า ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงาน เพิ่มขึ้น 89,000 ตำแหน่ง สู่ระดับ 7.271 ล้านตำแหน่งในเดือนก.ค. แต่ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 7.300 ล้านตำแหน่ง จากระดับ 7.182 ล้านตำแหน่งในเดือนมิ.ย.
– สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐฯ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตปรับตัวลงสู่ระดับ 54.6 ในเดือนส.ค. จากระดับ 55.6 ในเดือนก.ค. และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 55.2 โดยดัชนีได้ผลกระทบจากการชะลอตัวของคำสั่งซื้อใหม่และการจ้างงาน
– ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันอังคาร (1 ก.ย.) หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งขึ้น ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้ออันเนื่องมาจากสงครามอิหร่าน ซึ่งอาจส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ขณะที่นักลงทุนจับตาตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินภาวะตลาดแรงงานและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด
– สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลบในวันอังคาร (1 ก.ย.) เนื่องจากการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์เป็นปัจจัยกดดันตลาด นอกจากนี้ การที่ราคาทองคำร่วงหลุดจากเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วันยังได้กระตุ้นให้เกิดแรงเทขายทางเทคนิคเพิ่มเติม
– ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ วันนี้ ได้เแก่ รายงานตัวเลขการจ้างงานของภาคเอกชนรายสัปดาห์จาก ADP, ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนก.ค., สต็อกน้ำมันรายสัปดาห์จากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) และรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ หรือ Beige Book จากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/รัชดา คงขุนเทียน





