ภาวะตลาดหุ้นลอนดอน: FTSE ปิดลบ 0.3% หลังบอนด์ยีลด์พุ่งสูงสุดรอบ 19 ปี หวั่นสงครามอิหร่านเร่งเงินเฟ้อ

ตลาดหุ้นลอนดอนปิดลบในวันพุธ (2 ก.ย.) หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่กลับมาอีกครั้ง หลังสหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากโจมตีระลอกใหม่ในตะวันออกกลาง

ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 [FTSE100.X] ปิดที่ 10,756.45 จุด ลดลง 32.83 จุด หรือ -0.30%

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษอายุ 10 ปี เพิ่มขึ้นแตะ 5.294% ในช่วงต้นการซื้อขาย ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนส.ค. 2550 ก่อนลดลงมาอยู่ที่ 5.236% ส่งผลให้จอห์น ฮีลีย์ รัฐมนตรีคลัง เผชิญความท้าทายมากขึ้นก่อนการเปิดเผยงบประมาณในเดือนต.ค.

นักวิเคราะห์รายหนึ่งกล่าวว่า การปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะส่งผลโดยตรงต่อพื้นที่ทางการคลังของรัฐบาล และเพิ่มความเสี่ยงที่รัฐบาลจะขึ้นภาษีในช่วงฤดูใบไม้ร่วง แม้ยังไม่รวมถึงการเพิ่มรายจ่ายอื่น ๆ ที่คาดว่าเบิร์นแฮมมีแนวโน้มจะผลักดัน

ในบรรดากลุ่มหุ้นที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคลดลง 1.9% ขณะที่หุ้นกลุ่มสร้างบ้านลดลง 1.8%

หุ้นกลุ่มค้าปลีกร่วงลง 1.9% นำตลาดปรับตัวลงในบรรดาหุ้นรายกลุ่ม

ส่วนหุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ปรับตัวขึ้น 0.5% โดยหุ้น Standard Chartered เพิ่มขึ้นมากที่สุด 1.6%

ในด้านข้อมูลเศรษฐกิจ หอการค้าอังกฤษ (British Chambers of Commerce) ระบุว่า เศรษฐกิจอังกฤษมีแนวโน้มขยายตัวเร็วกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้เล็กน้อยในปี 2569 หลังสามารถรับมือกับผลกระทบเบื้องต้นจากสงครามอิหร่านได้ แต่ภาคธุรกิจยังคงระมัดระวังเกี่ยวกับการลงทุน

หุ้นกลุ่มพลังงานเพิ่มขึ้น 0.3% ขณะที่ราคาน้ำมันซื้อขายเหนือระดับ 95 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในภูมิภาคอ่าวกลับมาทวีความรุนแรงขึ้น

หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ Fresnillo และ Endeavour เพิ่มขึ้นรายละ 1.9% ตามราคาสินค้าโลหะมีค่าที่ปรับตัวสูงขึ้น

หุ้น Pearson ซึ่งเป็นบริษัทด้านการศึกษาร่วงลง 2.2% หลัง Citigroup ปรับลดคำแนะนำลงทุนจากซื้อเป็นถือ

โดย กัลยาณี ชีวะพานิช