
บีโอไอ อนุมัติ “เนสท์เล่” ทุ่มงบกว่า 6,400 ล้านบาท ขยายโรงงานผลิตอาหารและขนมสัตว์เลี้ยง นิคมฯ อมตะซิตี้ ระยอง รองรับเทรนด์ Pet Humanization โลกโตต่อเนื่อง ปักหมุดไทยฐานผลิตใหญ่ส่งออกกว่า 90% พร้อมอัดฉีดวัตถุดิบเกษตรไทย 450 ล้านบาท/ปี
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากบอร์ดบีโอไอ ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เพื่อขยายฐานการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง เงินลงทุนรวมกว่า 6,400 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง มูลค่าประมาณ 4,500 ล้านบาท และโครงการผลิตขนมสำหรับสัตว์เลี้ยง มูลค่าประมาณ 1,930 ล้านบาท โดยทั้งสองโครงการได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร และเน้นการผลิตโดยใช้วัตถุดิบในประเทศเพื่อการส่งออกเป็นหลัก
ทั้งนี้ ท่ามกลางกระแสการดูแลสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกในครอบครัวที่ขยายตัวต่อเนื่องทั่วโลก การขยายการลงทุนของเนสท์เล่ครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อรองรับความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มสูงขึ้น โดยปัจจุบันประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก รองจากเยอรมัน และอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องกว่า 8% ต่อปี โดยโครงการลงทุนครั้งนี้จะส่งออกกว่า 90% ไปยังตลาดสำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์
นอกจากนี้ ทั้งสองโครงการมีการใช้วัตถุดิบในประเทศในสัดส่วนสูง มูลค่ารวมกว่า 450 ล้านบาทต่อปี โดยโครงการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง ภายใต้แบรนด์ Felix, Pro Plan และ Friskies จะใช้วัตถุดิบในประเทศประมาณ 56% เช่น เนื้อไก่ เนื้อปลาซาร์ดีน ผัก น้ำมัน วิตามินและแร่ธาตุ ขณะที่โครงการผลิตขนมสำหรับสัตว์เลี้ยง ซึ่งจะเน้นผลิตขนมสำหรับแมว ภายใต้แบรนด์ Purina One และ Felix จะใช้วัตถุดิบในประเทศประมาณ 88% เช่น เนื้อไก่ น้ำตาล และแป้งมันสำปะหลัง ถือเป็นการต่อยอดผลิตภัณฑ์เกษตรของไทยออกสู่ตลาดโลกได้อย่างดี
บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เป็นบริษัทในกลุ่ม Nestle S.A. ผู้นำธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มระดับโลกจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2536 และได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอมาอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำความเชื่อมั่นในการใช้ไทยเป็นฐานการผลิตระยะยาว โดยมีหลายผลิตภัณฑ์ที่คนไทยคุ้นเคยทั้งเนสกาแฟ ไมโล แม็กกี้ และไอศกรีมเนสท์เล่ ควบคู่กับธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงภายใต้แบรนด์ Purina One, Felix, Pro Plan, Friskies, Alpo และ Supercoat
การลงทุนของเนสท์เล่ในครั้งนี้ สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตอาหารและเครื่องดื่มเพื่อป้อนตลาดโลก โดยเมื่อรวมกับโครงการตั้งโรงงานผลิตกาแฟแห่งใหม่ที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนก่อนหน้านี้ ทำให้ในปี 2569 เพียงปีเดียว เนสท์เล่ทุ่มลงทุนใหม่ในประเทศไทยรวมกว่า 29,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งธุรกิจกาแฟและอาหารสัตว์เลี้ยง
ขณะเดียวกัน ที่สำคัญคือการลงทุนเหล่านี้ยังช่วยสร้างความเชื่อมโยงกับภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมในประเทศ ผ่านการใช้วัตถุดิบไทยทั้งเมล็ดกาแฟ น้ำนมดิบ น้ำตาล เนื้อไก่ ปลา ผัก และวัตถุดิบทางการเกษตรอื่น ๆ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 4,700 ล้านบาทต่อปี ช่วยสร้างตลาดรองรับผลผลิต เพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบทางการเกษตร สร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกรไทย และช่วยยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของไทยไปสู่มาตรฐานสากล พร้อมเชื่อมโยงผู้ผลิตในประเทศเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตของบริษัทระดับโลก
“ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านอุตสาหกรรมอาหาร ทั้งฐานวัตถุดิบที่หลากหลาย ผู้ประกอบการที่มี
ความเชี่ยวชาญ มาตรฐานการผลิตที่ได้รับการยอมรับ และความสามารถในการผลิตเพื่อรองรับตลาดทั่วโลก การลงทุนอย่างต่อเนื่องของบริษัทชั้นนำอย่างเนสท์เล่ จึงเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดจุดแข็งเหล่านี้ไปสู่อุตสาหกรรมอาหารที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น โดยบีโอไอจะเดินหน้าส่งเสริมการลงทุนที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไทย และผลักดันประเทศไทยให้เป็นฐานการผลิตอาหารชั้นนำของโลก” นายนฤตม์ กล่าว
โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/รัชดา คงขุนเทียน





