บิตคอยน์พุ่งทะลุ $81,000 เก็งเฟดคงดอกเบี้ยเดือนนี้ จับตาเป้าใหม่ $150,000

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ระบุว่า บิตคอยน์มีแนวโน้มพุ่งขึ้นแตะระดับ 150,000 ดอลลาร์ในช่วงสิ้นปีนี้

ณ เวลา 01.50 น.ตามเวลาไทย บิตคอยน์ [BTC.X] ทะยานขึ้น 4.99% สู่ระดับ 81,057.71 ดอลลาร์ในการซื้อขายบนแพลตฟอร์ม Coin Metrics

นักลงทุนเทน้ำหนักต่อคาดการณ์ที่ว่า เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 15-16 กันยายน จากเดิมคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนนี้

ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 51.6% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนก.ย. จากเดิมที่ให้น้ำหนักเพียง 36.8% เมื่อวานนี้

นอกจากนี้ นักลงทุนให้น้ำหนัก 48.4% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนก.ย. จากเดิมที่ให้น้ำหนักมากถึง 63.2% เมื่อวานนี้

นักลงทุนปรับมุมมองเกี่ยวกับการดำเนินการของเฟด หลังนายคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ สมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และเป็นสมาชิกถาวรของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) กล่าวในวันนี้ว่า เขาจะสนับสนุนให้เฟดคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้ หากตัวเลขเงินเฟ้อที่จะออกมาในสัปดาห์หน้าไม่สูงกว่าที่คาดไว้

ทั้งนี้ ในการแสดงความเห็นที่แตกต่างจากนายเควิน วอร์ช ประธานเฟด เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นายวอลเลอร์แสดงความมั่นใจต่อแนวโน้มเงินเฟ้อในปัจจุบัน โดยกล่าวว่า ภาษีนำเข้ามีแนวโน้มว่าจะส่งผลกระทบไม่มากนัก และราคาพลังงานที่สูงขึ้นก็ยังไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาคส่วนอื่น ๆ ของเศรษฐกิจ

นักลงทุนเริ่มมีความเชื่อมั่นว่า บิตคอยน์จะสามารถฝ่าแนวโน้มที่มักอ่อนแอในเดือนกันยายน

แต่คำถามก็คือ บิตคอยน์จะสามารถรักษาช่วงขาขึ้นต่อไปได้หรือไม่ เพราะในอดีตบิตคอยน์ให้ผลตอบแทนติดลบในเดือนกันยายนถึง 9 ครั้งจากช่วง 15 ปีที่ผ่านมา

นายฌอน ฟาร์เรล หัวหน้าฝ่ายสินทรัพย์ดิจิทัลของฟันด์สแตรต กล่าวว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บิตคอยน์สามารถ “ฝืน” แนวโน้มที่ซบเซาตามฤดูกาลดังกล่าวได้

“เราไม่ได้เห็นเดือนกันยายนที่ให้ผลตอบแทนติดลบมาเป็นเวลา 4 ปีแล้ว และเรื่องฤดูกาลก็เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ แต่ไม่ใช่เป็นการรับประกันความแม่นยำสำหรับการซื้อขายในตลาด” เขากล่าว

บิตคอยน์เพิ่งผ่านช่วงการปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในเดือนสิงหาคม ทำให้นักวิเคราะห์บางรายคาดการณ์ว่า ตลาดขาลงของคริปโทเคอร์เรนซีอาจผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว

นายโนเอลล์ อาเชสัน ผู้เขียนหนังสือ “Crypto Is Macro Now” กล่าวว่า “การเคลื่อนไหวของราคาบิตคอยน์ในช่วงที่ผ่านมา บ่งชี้ว่าฤดูหนาวของตลาดคริปโทใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว”

ปัจจุบันบิตคอยน์ร่วงลงราว 11% นับตั้งแต่ต้นปี และอยู่ต่ำกว่าราว 38% เมื่อเทียบกับระดับ 126,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นจุดสูงสุดตลอดกาลที่ทำไว้ในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2568

บิตคอยน์พุ่งขึ้น 25% ในเดือนที่แล้ว หลังการเข้าแทรกแซงตลาดพันธบัตรของกระทรวงการคลังสหรัฐได้ช่วยชะลอการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร

บิตคอยน์ถูกเทขาย หลังเผชิญราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น และการแสดงมุมมองที่เข้มงวดของนายเควิน วอร์ช ประธานเฟด ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายน

อย่างไรก็ดี นายวอลเลอร์ส่งสัญญาณว่า เขาจะสนับสนุนการคงอัตราดอกเบี้ย หากเงินเฟ้อชะลอตัวลง

นายเดวิด ไกรเดอร์ หัวหน้าฝ่ายการลงทุนในสินทรัพย์สภาพคล่องของไฟนาลิตี แคปิตอล กล่าวว่า “ผมมองเห็นความเป็นไปได้ที่ตลาดคริปโทและตลาดหุ้นจะปรับตัวขึ้นหลังการประชุมเฟด ซึ่งอาจผลักดันให้บิตคอยน์ดีดตัวขึ้นสู่ระดับที่สูงกว่าปัจจุบันในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม”

นายไกรเดอร์กล่าวว่า การปรับตัวขึ้นดังกล่าวอาจเกิดจาก 2 ปัจจัย ได้แก่ การที่เฟดประกาศคงอัตราดอกเบี้ย หรือการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวลงอย่างรุนแรงหลังจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรก

อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงที่ตลาดจะเกิดการปรับฐานยังคงมีอยู่ และหากเกิดขึ้น บิตคอยน์ก็อาจถูกเทขายตามไปด้วย แต่นักวิเคราะห์มองว่า การปรับฐานดังกล่าวน่าจะเป็นเพียงการเคลื่อนไหวในระยะสั้น

นายโกตัม ชูกานี นักวิเคราะห์ของเบิร์นสไตน์ ระบุในรายงานว่า “ตราบใดที่กระทรวงการคลังสหรัฐยังคงพร้อมที่จะเข้าแทรกแซงอัตราผลตอบแทนพันธบัตร เราเชื่อว่านักลงทุนจะยังคงส่งแรงซื้อบิตคอยน์ต่อไป”

นายชูกานีเคยประกาศว่าบิตคอยน์ได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้วในช่วงต้นปีนี้ และตั้งเป้าหมายราคาบิตคอยน์ไว้ที่ 150,000 ดอลลาร์ภายในสิ้นปี โดยไตรมาส 4 เป็นช่วงเวลาที่บิตคอยน์มักปรับตัวขึ้น

โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ