“มิน อ่อง หล่าย” เยือนเวียดนาม พบยักษ์ใหญ่กลาโหม-เทเลคอม “Viettel” และค่ายรถ “VinFast” มุ่งกระชับสัมพันธ์ศก.

พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา เริ่มต้นการเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการเป็นเวลาสามวัน (4-6 ก.ย.) โดยมีกำหนดการพบกับผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และบริษัทยานยนต์ชั้นนำของเวียดนาม เพื่อมุ่งกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

เวียดนามนับเป็นประเทศที่ 7 ที่มิน อ่อง หล่าย เดินทางเยือนอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางความพยายามแสวงหาความชอบธรรมทางการเมืองและรื้อฟื้นบทบาทในระดับภูมิภาค หลังจากอดีตผู้นำรัฐบาลทหารรายนี้เปลี่ยนผ่านจากตำแหน่งนายทหารระดับสูงสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมา

การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ยังคงระงับสิทธิตัวแทนฝ่ายการเมืองของเมียนมาไม่ให้เข้าร่วมการประชุมสุดยอด โดยระบุว่าเมียนมาล้มเหลวในการปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ข้อ เพื่อยุติสงครามกลางเมืองที่ปะทุขึ้นนับตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อปี 2564

สำหรับภารกิจวันแรก มีรายงานว่า มิน อ่อง หล่าย มีนัดหารือกับคณะผู้บริหารของเวียตเทล (Viettel) รัฐวิสาหกิจโทรคมนาคมและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของกองทัพเวียดนาม โดยปัจจุบันเวียตเทลเข้าไปลงทุนในเมียนมาอยู่แล้ว ผ่านทางมายเทล (Mytel) บริษัทร่วมทุนด้านโทรคมนาคมในเมียนมา

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายอาจหยิบยกประเด็นยุทโธปกรณ์ทางทหารขึ้นมาหารือด้วย เนื่องจากหน่วยธุรกิจกลาโหมของเวียตเทลเป็นผู้ผลิตโดรนและอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ

ขณะเดียวกัน โฆษกของบริษัทวินฟาสต์ (VinFast) ระบุว่า มิน อ่อง หล่าย มีกำหนดการเยี่ยมชมโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าทางตอนเหนือของเวียดนามในวันนี้ด้วยเช่นกัน โดยวินฟาสต์กำลังมุ่งเป้าขยายตลาดยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคเอเชีย และได้จัดตั้งโรงงานประกอบรถยนต์แล้วในอินโดนีเซียและอินเดีย

ก่อนหน้าการเยือน เหงวียน อัญ ดึ๊ก เอกอัครราชทูตเวียดนามประจำเมียนมา เปิดเผยกับหนังสือพิมพ์ของกระทรวงการต่างประเทศเวียดนามว่า ทั้งสองประเทศควรเร่งเสริมสร้างความร่วมมือทั้งมิติทางการเมืองและเศรษฐกิจในอนาคตอันใกล้ โดยภาคส่วนที่ควรให้ความสำคัญในลำดับต้น ได้แก่ อุตสาหกรรมโทรคมนาคม การผลิตยานยนต์ไฟฟ้า การเกษตร และสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น

ด้านสื่อของทางการเมียนมารายงานเพิ่มเติมว่า มิน อ่อง หล่าย จะเข้าพบหารือกับ โต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์และประธานาธิบดีเวียดนาม และจะเข้าร่วมการประชุมสัมมนาทางธุรกิจ โดยคาดว่าทั้งสองฝ่ายจะลงนามในข้อตกลงความร่วมมือที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ครอบคลุมการปราบปรามอาชญากรรมและการส่งเสริมการลงทุนระหว่างสองประเทศ

โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/ปรียพรรณ มีสุข