ญี่ปุ่นเล็งคุมเข้มธุรกิจต่างประเทศของธนาคารรายใหญ่ หวั่นกระทบเสถียรภาพการเงิน

สำนักงานกำกับดูแลบริการทางการเงินของญี่ปุ่น (FSA) เตรียมเพิ่มการติดตามการดำเนินงานในต่างประเทศของสถาบันการเงินรายใหญ่ หลังกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นขยายการลงทุนและทำธุรกิจในต่างประเทศมากขึ้น โดยแนวทางดังกล่าวระบุอยู่ในร่างนโยบายการบริหารงานด้านการเงินประจำปีที่มีการเปิดเผยในวันนี้ (5 ก.ย.)

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลว่า หากธนาคารรายใหญ่ของญี่ปุ่นประสบภาวะขาดทุนจำนวนมากจากการดำเนินงานในต่างประเทศ อาจกระทบต่อเสถียรภาพของระบบการเงินในประเทศ รวมถึงส่งผลต่อบริการทางการเงินภายในประเทศในวงกว้าง

แหล่งข่าวระบุว่า การขยายธุรกิจในต่างประเทศทำให้ FSA ประสบความยากลำบากมากขึ้นในการติดตามภาพรวมการดำเนินงานของกลุ่มสถาบันการเงินขนาดใหญ่ จึงจำเป็นต้องเพิ่มการตรวจสอบความเสี่ยงจากธุรกิจในต่างประเทศ

FSA คาดว่าจะวิเคราะห์ว่าการดำเนินงานในต่างประเทศของธนาคารอาจส่งผลต่อการบริหารจัดการของกลุ่มในสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดอย่างไร โดยจะพิจารณารวมถึงกรณีที่ตลาดการเงินทั่วโลกเกิดความปั่นป่วนรุนแรง เช่น วิกฤตการเงินโลกในปี 2551 และกรณีที่เศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ หน่วยงานกำกับดูแลจะตรวจสอบว่าระบบธรรมาภิบาลและการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงินสอดคล้องกับกลยุทธ์ทางธุรกิจหรือไม่ พร้อมประสานงานกับธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) และหน่วยงานกำกับดูแลในต่างประเทศ

ในช่วงที่ผ่านมา กลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นมีความเคลื่อนไหวด้านการควบรวมกิจการและการเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยเมื่อเดือนเม.ย. Mitsubishi UFJ Financial Group Inc. ลงทุนประมาณ 6.8 แสนล้านเยน หรือ 4.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในบริษัทสินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคารรายใหญ่ของอินเดีย

โดย กัลยาณี ชีวะพานิช