การสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซดิ่งต่ำสุดรอบ 4 เดือน หลังสหรัฐฯ-อิหร่านเปิดฉากถล่มเรือบรรทุกน้ำมัน

ปริมาณการเดินเรือขนส่งสินค้าโภคภัณฑ์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซปรับตัวลดลงเหลือเฉลี่ยเพียงวันละ 10 ลำ ในช่วง 10 วันที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค. เป็นต้นมา หลังจากกองทัพสหรัฐอเมริกาและกองกำลังอิหร่านเปิดฉากปฏิบัติการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันเพื่อตอบโต้กัน ตามรายงานข้อมูลการเดินเรือในวันนี้ (7 ก.ย.)

ข้อมูลจากเคปเลอร์ (Kpler) บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลการขนส่งทางเรือ ระบุว่า ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ย้อนหลัง 10 วันของการสัญจรผ่านช่องแคบดังกล่าวลดลงมาอยู่ที่ 10 ลำ ในวันอาทิตย์ (6 ก.ย.) ซึ่งลดลงจากมากกว่า 15 ลำ ในวันศุกร์ (4 ก.ย.) และเกือบ 13 ลำ ในวันเสาร์ (5 ก.ย.) โดยในวันเสาร์มีเรือแล่นผ่านช่องแคบเพียง 2 ลำเท่านั้น ขณะที่วันอาทิตย์ มีเรือสัญจรผ่าน 6 ลำ ซึ่งส่วนใหญ่เลือกใช้เส้นทางเดินเรือในน่านน้ำฝั่งอิหร่าน

สถานการณ์ตึงเครียดปะทุขึ้นหลังจากกองบัญชาการกลางกองทัพสหรัฐฯ (CENTCOM) เปิดเผยว่า กองกำลังสหรัฐฯ ได้ยิงโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านจำนวน 3 ลำ เมื่อวันเสาร์ ซึ่งรวมถึงเรือลำหนึ่งบริเวณนอกชายฝั่งเกาะคาร์ก (Kharg Island) ศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันหลักของอิหร่าน เพื่อตอบโต้กรณีที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) เปิดฉากโจมตีเรือรบของสหรัฐฯ ในภูมิภาค

เพื่อเป็นการตอบโต้ กองทัพเรือสังกัด IRGC ของอิหร่านได้แถลงในวันเสาร์เช่นกันว่า ได้ปฏิบัติการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 3 ลำ ที่ลักลอบแล่นผ่านเส้นทางที่ไม่ได้รับอนุญาตในช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมทั้งโจมตีเรือของสหรัฐฯ เพิ่มเติมอีก 3 ลำ ในพื้นที่อื่น

ด้านมาริสค์ส (Marisks) บริษัทข่าวกรองและความมั่นคงทางทะเล ระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันสัญชาติอิหร่านทั้ง 3 ลำที่ถูกสหรัฐฯ โจมตี ได้แก่ เรือดาวนี (Downy), เรือสตาร์ก วัน (Stark I) และเรือไคโล (Kylo) หรือมีอีกชื่อว่า นอกเซน (Noxen) โดยกองทัพสหรัฐฯ เผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า เรือไคโลได้อับปางลงในอ่าวโอมาน ส่วนเรือสตาร์ก วัน และเรือดาวนี ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจนไม่สามารถปฏิบัติการได้

มาริสค์สชี้ว่า เหตุโจมตีเมื่อวันเสาร์ถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งทางทะเลครั้งใหญ่ โดยเสริมว่าเรือบรรทุกน้ำมันเชิงพาณิชย์กำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจตอบโต้กันอย่างจงใจ ส่งผลให้เส้นแบ่งระหว่างการเผชิญหน้าทางทหารกับการเดินเรือพาณิชย์เลือนรางลงอย่างมีนัยสำคัญ”

มาริสค์สประเมินว่า ความเสี่ยงต่อการเดินเรืออยู่ในระดับขั้นรุนแรงสำหรับเรือสัญชาติอิหร่านหรือเรือที่มีส่วนเชื่อมโยงกับอิหร่าน และมีความเสี่ยงพุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจนสำหรับเรือที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ หรือมีเรือรบสหรัฐฯ ทำหน้าที่คุ้มกันตลอดเส้นทางในช่องแคบฮอร์มุซและอ่าวโอมาน

ขณะเดียวกัน สำนักงานปฏิบัติการความปลอดภัยทางทะเลแห่งสหราชอาณาจักร (UKMTO) รายงานข้อมูลประจำสัปดาห์ระบุว่า นับตั้งแต่วันที่ 6 ก.ค. เป็นต้นมา มีเหตุการณ์โจมตีด้วยขีปนาวุธและอาวุธวิถีโค้งเกิดขึ้นแล้วถึง 27 ครั้ง ซึ่งสร้างความเสียหายต่อเรือพาณิชย์ที่สัญจรผ่านและปฏิบัติการรอบช่องแคบฮอร์มุซอย่างต่อเนื่อง

ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบขนส่งพลังงาน โดยข้อมูลของเคปเลอร์พบว่า เมื่อวันอาทิตย์ มีเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่พิเศษ (VLCC) เพียงลำเดียว และเรือบรรทุกสินค้าเทกองที่ลำเลียงแร่โลหะ ธัญพืช หรือพืชน้ำมัน อีก 3 ลำ ที่เดินทางเข้าสู่ช่องแคบฮอร์มุซ

นอกจากนี้ ข้อมูลยังชี้ว่านับตั้งแต่วันพุธ (2 ก.ย.) เป็นต้นมา ยังไม่มีเรือ VLCC แล่นออกจากช่องแคบได้แม้แต่ลำเดียว

ขณะที่ข้อมูลจากกลุ่มตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (LSEG) รายงานเพิ่มเติมว่า เรือบรรทุกผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมกลั่นลำหนึ่งซึ่งรับสินค้ามาจากท่าเรือในประเทศซาอุดีอาระเบีย พยายามจะแล่นออกจากช่องแคบดังกล่าว แต่จำเป็นต้องวกเรือกลับ

โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์