
บริษัทหลักทรัพย์ BIMB Securities ระบุในรายงานว่า อุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล (DATA CENTER) ที่เติบโตอย่างรวดเร็วของมาเลเซีย กำลังเผชิญกับข้อจำกัดด้านไฟฟ้าและน้ำที่เพิ่มมากขึ้น ขณะที่ผู้พัฒนาโครงการกำลังเข้าสู่ขั้นตอนการเปิดใช้งานและดำเนินงาน โดยรัฐยะโฮร์ถือเป็นศูนย์กลางของการขยายตัวดังกล่าว
รายงานระบุว่า มาเลเซียกำลังก้าวเข้าสู่ระยะใหม่ หลังจากการเติบโตของศูนย์ข้อมูลในช่วงแรกได้รับแรงขับเคลื่อนจากการซื้อที่ดิน การประกาศการลงทุน และกิจกรรมการก่อสร้าง ซึ่งในระยะต่อไป ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการเปิดใช้งานศูนย์ข้อมูลดังกล่าว การจ่ายไฟให้ระบบ และทำให้สิ่งอำนวยความสะดวกที่ก่อสร้างเสร็จแล้วสามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
รายงานระบุว่า รัฐยะโฮร์ยังคงเป็นศูนย์กลางสำคัญของการเติบโตของศูนย์ข้อมูลในมาเลเซีย โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากทำเลที่อยู่ใกล้กับสิงคโปร์ และการมีที่ดินที่สามารถรองรับการขยายโครงการ รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภคที่กำลังขยายตัว
อย่างไรก็ตาม คาดว่าการเติบโตในอนาคตจะขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนโครงการที่มีการประกาศให้กลายเป็นศูนย์ข้อมูลที่สามารถเปิดดำเนินงานและสร้างรายได้จริง มากกว่าการเสนอแผนลงทุนใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น
BIMB มองว่า ความพร้อมด้านไฟฟ้ายังคงเป็นข้อจำกัดหลัก ขณะที่ความยั่งยืนของทรัพยากรน้ำกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญมากขึ้นในการอนุมัติโครงการ
ทั้งนี้ การขยายกำลังการผลิตของศูนย์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างรวดเร็ว อาจเพิ่มแรงกดดันต่อทรัพยากรมากขึ้น ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความต้องการใช้ไฟฟ้าในระยะยาว และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานในการรองรับการเติบโตดังกล่าว
ทางด้าน มูดี้ส์ เรทติ้งส์ สถาบันจัดอันดับความเชื่อถือระหว่างประเทศ ระบุในรายงานล่าสุดว่า การขยายศูนย์ข้อมูลของมาเลเซียคาดว่าจะสร้างผลบวกต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และการจ้างงานในสัดส่วนสูงที่สุด เมื่อเทียบกับตลาดในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
มูดี้ส์ระบุว่า กำลังการรองรับเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ที่เปิดใช้งานในรัฐยะโฮร์มีขนาดถึง 1,110 เมกะวัตต์ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ขณะที่อีก 602 เมกะวัตต์อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และอีก 2,486 เมกะวัตต์อยู่ในแผนที่จะมีการพัฒนา
โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ





