ภาวะตลาดเงินบาท: ปิด 32.94 อ่อนค่าจากช่วงเช้า ตลาดไร้ปัจจัยใหม่ คาดกรอบพรุ่งนี้ 32.85-33.05

เงินบาท [USDTHB.X] ปิดตลาดเย็นนี้ อยู่ที่ระดับ 32.94 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าจากช่วงเช้า ที่เปิดตลาดที่ระดับ 32.86 บาท/ดอลลาร์

นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา ระบุว่า ระหว่างวัน เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 32.80 – 32.98 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่า ตามผลของสถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น จากความกังวลด้านอุปทาน หลังมีข่าวว่ากลุ่มกบฎฮูตีในเยเมน ก่อเหตุโจมตีเรือบรรทุกสินค้าในช่องแคบบับ เอลมันเดบ

ส่วนปัจจัยในประเทศวันนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือนส.ค. ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องกัน 3 เดือน และเป็นระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือนนั้น ไม่ได้มีผลต่อทิศทางของเงินบาทมากนัก

สำหรับคืนนี้ ฝั่งสหรัฐฯ ไม่มีรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยตลาดรอดูช่วงปลายสัปดาห์ (พฤหัส-ศุกร์) ที่จะมีทั้งการรายงานจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI), ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้น

นักบริหารเงิน คาดว่า พรุ่งนี้ เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.85 – 33.05 บาท/ดอลลาร์

* ปัจจัยสำคัญ

– เงินเยน อยู่ที่ระดับ 153.92 เยน/ดอลลาร์ จากช่วงเช้าที่ระดับ 153.52 เยน/ดอลลาร์

– เงินยูโร อยู่ที่ระดับ 1.1610 ดอลลาร์/ยูโร จากช่วงเช้าที่ระดับ 1.1630 ดอลลาร์/ยูโร

– ดัชนี SET ปิดที่ 1,621.89 จุด เพิ่มขึ้น 3.07 จุด (+0.19%) มูลค่าซื้อขาย 66,138.02 ล้านบาท 

– สรุปปริมาณการซื้อขายรายกลุ่ม ต่างชาติซื้อสุทธิ 636.41 ล้านบาท

– กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ชี้ นักลงทุนต่างชาติยังให้ความสนใจตลาดหุ้นไทยดีต่อเนื่อง หลังจากในไตรมาส 2/69 ผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ต่างชาติมีมุมมองต่อความสามารถในการสร้างการเติบโตของบริษัทจดทะเบียนดีขึ้น ส่งผลบวกต่อภาพรวมตลาดหุ้นไทย

– ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ส.ค.69 อยู่ที่ 53.2 ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และเป็นระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน นับตั้งแต่มี.ค.69 หลังผู้บริโภคคลายกังวลสงครามสหรัฐ-อิหร่าน, โครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ช่วยหนุนกำลังซื้อ

– โกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ระบุว่า ราคาน้ำมันยังมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น โดยเฉพาะในระยะใกล้ พร้อมประเมินว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์อาจพุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรลในปี 2570 หากอุปทานน้ำมันจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียฟื้นตัวได้ช้ากว่าคาด

– สำนักงานศุลกากรจีน รายงานยอดส่งออกของจีน เดือนส.ค. พุ่งขึ้น 25% ในรูปสกุลเงินดอลลาร์ โดยการส่งออกได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักทางเศรษฐกิจของจีน เนื่องจากอุปสงค์ชิ้นส่วนเทคโนโลยีขั้นสูงปรับตัวเพิ่มขึ้น ท่ามกลางการขยายตัวของการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วโลก

– GDP ไตรมาส 2 ของญี่ปุ่น ขยายตัว 1.4% จากไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้ตลาดยังคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 18 ก.ย.

– นักวิเคราะห์จาก UBS คาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งก่อนสิ้นปี 2569 โดยจะปรับขึ้นครั้งละ 0.25% ในการประชุมเดือนก.ย. และธ.ค. หลังจากเควิน วอร์ช ประธานเฟด แสดงท่าทีสนับสนุนการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ประกอบกับข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งเกินคาด

โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน