
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน TNN FUTURE FORUM 2026 “THAILAND BEYOND TOMORROW มองอนาคต เพื่อกำหนดทิศทางไทย” ในหัวข้อ “SMEs แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต” โดยระบุว่า ธปท. ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง 4 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย 1.ปัญหาหนี้ครัวเรือน 2.การเข้าถึงสินเชื่อของรายย่อย และ SMEs 3.ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และ 4.การป้องกันไม่ให้สถาบันการเงินถูกใช้เป็นช่องทางทำธุรกรรมที่ไม่ถูกต้อง
ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า เพื่อให้การแก้ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของรายย่อย และ SMEs เป็นไปอย่างยั่งยืน ธปท. จึงเตรียมเปิดตัว 3 กลไกใหม่ ที่จะช่วยให้ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งเงินหรือสินเชื่อได้มากขึ้น หลังจากที่พบว่าสินเชื่อ SMEs หดตัวต่อเนื่องกันมานานถึง 16 ไตรมาส หรือ 4 ปี จากความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังอยู่ในระดับสูง
โดย 3 กลไกนี้ จะเริ่มจาก 1. แพลตฟอร์มศูนย์กลาง SMEs Credit Portal คาดเปิดตัวและเริ่มใช้ในเดือน ธ.ค.69 โดยเป็นแพลตฟอร์มกลางจับคู่ระหว่าง SMEs ที่มีศักยภาพและต้องการสินเชื่อ กับสถาบันการเงิน ทั้งธนาคารพาณิชย์ และ Non-bank
2. การค้ำประกันความเสี่ยงรูปแบบใหม่ คู่ขนานไปกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) โดยกลไกค้ำประกันใหม่นี้จะไม่ใช้งบประมาณจากภาครัฐ แต่ได้ทดลองใช้เงินสะสมของธนาคารพาณิชย์ ที่ส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) นำมาตัดใช้ 20,000 ล้านบาท ซึ่งทดสอบปล่อยสินเชื่อ SMEs ไปได้แล้วกว่า 70,000 ล้านบาท และคาดว่าจะผลักดันได้ถึง 100,000 ล้านบาทต่อปี
ทั้งนี้ เมื่อรวมกับกลไกค้ำประกันในปัจจุบันของ บสย. อีก 100,000 ล้านบาท จะช่วยเพิ่มการอัดฉีดสินเชื่อเข้าสู่ระบบได้ถึง 200,000 ล้านบาทต่อปี จากการปล่อยสินเชื่อ SMEs แต่ละปี 400,000 ล้านบาท ช่วยลด Credit Cost และลดความเสี่ยงของหนี้เสีย (NPL) ได้อย่างมีนัยสำคัญ
โดยกลไกค้ำประกันใหม่ดังกล่าว จะเสนอให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้ภายในอีก 3-4 เดือนนี้ คาดว่าจะเริ่มใช้อย่างเป็นทางการในปี 2570 ซึ่งเบื้องต้น รองนายกฯ นายเอกนิติ เห็นด้วยกับแนวทางนี้ และเห็นว่าเป็นเรื่องที่ต้องร่วมมือกัน
3. ระบบฐานข้อมูล “ดาต้า บูโร” ซึ่งเป็นการรวบรวมข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) ที่ไม่ใช่ข้อมูลทางการเงินแบบเดิม เช่น ข้อมูลการชำระค่าน้ำประปา-ค่าไฟฟ้า การจ่ายภาษี ข้อมูลเดินบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ ข้อมูลการชำระเงิน และข้อมูลค่ายโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อนำมาประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของรายย่อย ทั้งพ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการอิสระ และ SMEs ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ดีขึ้น ควบคู่กับการสกัดกั้นกลุ่มเงินเทา และธุรกรรมที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งคาดว่าจะเห็นเป็นรูปธรรมในปี 2570 โดยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ดูแลดาต้า บูโร
“ทั้ง 3 กลไกใหม่นี้ จะช่วยให้ SMEs ที่มีศักยภาพ สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้จริง แตjขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจ Real Sector และตัวผู้ประกอบการเอ งก็ต้องเร่งปรับตัว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันควบคู่กันไปด้วย” นายวิทัย กล่าว

ผู้ว่าการ ธปท. ยังกล่าวด้วยว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยชะลอตัวลงเรื่อยมา จากในอดีตที่เคยเติบโตสูง 7–8% เหลือเฉลี่ย 2.4% หลังวิกฤตโควิด-19 และปีนี้ คาดว่าจะเติบโตได้เพียง 2.3% เท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ต่ำเกินไป ทำให้รายได้ของครัวเรือนและผู้ประกอบการเติบโตไม่ทันกับรายจ่าย ประกอบกับประเทศไทย ต้องเผชิญกับความผันผวนทางเศรษฐกิจ (Shocks) มากถึง 5 ครั้งตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
สำหรับภาค SMEs มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากมีการจ้างงานสูงถึง 13.6 ล้านคน คิดเป็น 70% ของการจ้างงานทั้งประเทศ และสร้างมูลค่าคิดเป็น 35% ของ GDP แต่ปัจจุบัน SMEs ไทยกำลังเผชิญวิกฤต ทั้งสินเชื่อ SMEs ติดลบต่อเนื่องกันนานถึง 16 ไตรมาส และ SMEs ที่เคยเปิดดำเนินการ ก็เริ่มทยอยปิดกิจการลง
นอกจากนี้ เกิดความเหลื่อมล้ำแบบ K-Shape เพราะธุรกิจรายใหญ่สามารถกู้เงินได้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำราว 3.9% ในขณะที่ SMEs รายใหม่ที่ไม่เคยขอสินเชื่อมาก่อน ถูกปฏิเสธสินเชื่อสูงถึง 78% หากจะขอสินเชื่อได้ ก็ถูกคิดดอกเบี้ยแพง และยังมีภาระหนี้สูง โดยกลุ่ม SMEs ที่มีกำไรก่อนภาษีและดอกเบี้ยไม่พอจ่ายดอกเบี้ย เพิ่มขึ้นจาก 2% เป็นเกือบ 6% ขณะที่ NPL ของ SMEs พุ่งสูงถึง 9–9.5% เมื่อเทียบกับธุรกิจรายใหญ่ที่มี NPL ต่ำกว่า 2%

ผู้ว่าการ ธปท. ย้ำว่า การแก้ไขปัญหา SMEs ต้องยอมรับความเป็นจริงว่าไม่สามารถอุ้มได้ทุกราย โดยจากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า มี SMEs ราว 38% ที่มีกำไร และยังคงเติบโตได้ ซึ่ง ธปท. จะมุ่งเป้าการสนับสนุนไปที่กลุ่มนี้เป็นหลัก พร้อมทั้งเร่งช่วยลดต้นทุนการเข้าถึงสินเชื่อใน 4 ด้าน ได้แก่ ต้นทุนความเสี่ยง (Credit Cost), ต้นทุนทางการเงิน ซึ่ง ธปท. ได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาเหลือ 1% เพื่อช่วยประคองระบบเศรษฐกิจ, ต้นทุนการทำธุรกรรม ลดค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ต้นทุนเข้าถึงสินเชื่อ
“ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า เราไม่สามารถช่วย SMEs ให้เข้าถึงสินเชื่อได้ทุกราย เพราะมี SMEs จำนวนมากที่ไม่ยอมปรับตัวและไม่มีศักยภาพ การแก้ปัญหาจึงต้องทำทั้งฝั่ง Real Sector และฝั่งการเงิน โดยพยายามส่งสินเชื่อไปถึง SMEs ที่มีศักยภาพ หลังจากสินเชื่อ SMEs ติดลบต่อเนื่องมา 16 ไตรมาส ปัญหาเชิงโครงสร้างแบบนี้ ธปท.หน่วยงานเดียวทำไม่ได้ ต้องร่วมมือกันทุกภาคส่วน” นายวิทัย กล่าว
โดย ธปฦ/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์





