ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันพุธ (9 ก.ย.) หลังมีกระแสคาดการณ์เป็นวงกว้างว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้า ขณะที่นักลงทุนจับตาการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ขยับขึ้นเพียง 0.03% แตะที่ระดับ 98.817
ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 153.60 เยน จากระดับ 153.61 เยนในวันอังคาร (8 ก.ย.) แต่ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.8103 ฟรังก์ จากระดับ 0.8090 ฟรังก์ และแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3806 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3781 ดอลลาร์แคนาดา
ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1630 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1629 ดอลลาร์ ส่วนเงินปอนด์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.3546 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3547 ดอลลาร์
เงินเยนแข็งค่าอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ โดยพุ่งขึ้นถึง 4% นับตั้งแต่ต้นเดือนก.ย. ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ที่ว่า BOJ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 1.25% ในการประชุมนโยบายการเงินในวันที่ 17-18 ก.ย.
การที่เงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างมากนี้ ทำให้นักลงทุนกลับมาประเมินความคุ้มค่าในการใช้เยนทำธุรกรรม Carry Trade ทั้งนี้ Carry Trade คือการที่นักลงทุนกู้ยืมเงินเยนด้วยต้นทุนที่ต่ำ เพื่อนำเงินไปลงทุนในสกุลเงินและสินทรัพย์อื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
นักลงทุนจับตาสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เป็นสาเหตุให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นทะลุระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล โดยรายงานระบุว่าอิหร่านได้โจมตีเรือ 10 ลำในบริเวณใกล้ช่องแคบฮอร์มุซในวันพุธ ขณะที่กองทัพสหรัฐฯ ได้จมเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านจำนวน 5 ลำเพื่อตอบโต้อิหร่านที่พยายามโจมตีเรือรบของสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นการยกระดับการปะทะกันของทั้งสองฝ่าย ในขณะที่สงครามได้ล่วงเข้าสู่เดือนที่ 7 แล้ว
นอกจากนี้ นักลงทุนจับตาข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ มีกำหนดเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ในวันนี้ (10 ก.ย.) และดัชนีผู้บริโภค (CPI) ในวันศุกร์ (11 ก.ย.)
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนี CPI จะปรับตัวขึ้น 3.4% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายปี หลังจากที่เพิ่มขึ้น 3.4% เช่นกันในเดือนก.ค. และคาดว่าดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะปรับตัวขึ้น 2.4% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายปี หลังจากที่เพิ่มขึ้น 2.5% ในเดือนก.ค.
เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 60% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันที่ 15-16 ก.ย.นี้
โดย รัตนา พงศ์ทวิช





