ผลผลิตน้ำมันซาอุดีอาระเบียดิ่งต่ำสุดในรอบ 36 ปี เหตุสงครามอิหร่านยืดเยื้อ

กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) เปิดเผยในรายงานประจำเดือนว่า ซาอุดีอาระเบียได้แจ้งต่อกลุ่มโอเปกว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบียปรับตัวลง 1.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน สู่ระดับ 6.238 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนส.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 36 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2533 เนื่องจากความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นครั้งใหม่ระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านได้ส่งผลกระทบต่อเส้นทางการส่งออกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย

นอกจากนี้ ซาอุดีอาระเบียยังแจ้งต่อโอเปกว่า อุปทานน้ำมันที่เข้าสู่ตลาด ซึ่งเป็นตัวเลขที่รวมการขนถ่ายน้ำมันจากคลังจัดเก็บนั้น อยู่ที่ 7.122 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งสูงกว่าปริมาณการผลิตในเดือนส.ค. บ่งชี้ว่าซาอุดีอาระเบียอาจดึงน้ำมันจากคลังสำรองออกมาใช้บางส่วน

การผลิตน้ำมันของซาอุดีอาระเบียทรุดตัวลง หลังจากที่เพิ่งฟื้นตัวในช่วงหลายเดือนก่อนหน้านี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากสงครามอิหร่านอันยืดเยื้อที่มีต่อบรรดาผู้ผลิตพลังงานในตะวันออกกลาง โดยมีรายงานว่าเรือบรรทุกน้ำมันได้ตกเป็นเป้าการโจมตีรอบใหม่ในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งส่งผลให้สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในสัปดาห์นี้ ขณะที่ต้นทุนเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นกำลังทำให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นและสร้างแรงกดดันต่อผู้บริโภค

นอกเหนือจากการผลิตที่ลดลงอันเนื่องมาจากสงครามอิหร่านแล้ว โอเปกยังเผชิญกับความท้าทายเกี่ยวกับความเป็นเอกภาพของกลุ่ม โดยเวเนซุเอลาซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งกลุ่มโอเปก กำลังพิจารณาว่าจะถอนตัวออกจากกลุ่มหรือไม่ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้ดึงเวเนซุเอลาให้เข้ามาอยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐฯ และได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งทำให้สหรัฐฯ สามารถเข้าควบคุมน้ำมันสำรองจำนวนมหาศาลของเวเนซุเอลาได้เป็นส่วนใหญ่

แนวโน้มการแยกตัวของเวเนซุเอลามีขึ้นเพียงไม่กี่เดือนหลังจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้ถอนตัวออกจากกลุ่มโอเปกไปก่อนหน้านี้ หลังเผชิญกับความไม่พอใจเป็นเวลานานหลายปี จากการที่โอเปกจำกัดโควตาการผลิตของประเทศสมาชิก

ทั้งนี้ โอเปกได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของอุปสงค์น้ำมันโลกในปี 2569 โดยคาดว่าความต้องการน้ำมันทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น 380,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นการปรับลดตัวเลขคาดการณ์ติดต่อกันเป็นครั้งที่ 5

โอเปกระบุว่า การปรับลดคาดการณ์อุปสงค์น้ำมันในครั้งนี้ พิจารณาจากแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจและความท้าทายในปัจจุบัน ซึ่งรวมถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ แรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่กลับมาพุ่งขึ้นอีกครั้ง และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ที่ยังคงดำเนินอยู่ในขณะนี้

โดย รัตนา พงศ์ทวิช/ปรียพรรณ มีสุข