
บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ประเมินว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย จะยังคงเป็นไปอย่างไม่ทั่วถึงจนถึงปี 2570 โดยการลงทุนและการส่งออก จะยังคงขยายตัวสูงกว่าการบริโภคภาคเอกชนต่อไป ทั้งนี้ แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปรับตัวดีขึ้น นับตั้งแต่การประเมินของทริสเรทติ้งในเดือนมิถุนายน ภายใต้รายงาน “Country in Focus ประเทศไทย: ความ ขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อกดดันการเติบโต” โดยทริสเรทติ้ง ได้ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของ GDP ปี 2569 เป็น 2.0% จาก 1.8%
พร้อมคาดว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทย จะปรับตัวดีขึ้นเป็น 2.2% ในปี 2570 ทั้งนี้ การลงทุนภาคเอกชนที่แข็งแกร่งกว่าคาด และการส่งออกสินค้าที่ยังคงแข็งแกร่งเป็นปัจจัยหลักที่สนับสนุน แนวโน้มดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ อุปสงค์โลกที่ชะลอตัว และความผันผวนของราคาน้ำมันยังคงเป็นความเสี่ยงด้านลบที่สำคัญ
การลงทุนภาคเอกชนจะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วง 2 ปีข้างหน้า โครงการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจำนวนมาก และเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่แข็งแกร่ง คาดว่าจะช่วยสนับสนุนการใช้จ่ายลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มธุรกิจดิจิทัล และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ในทางตรงกันข้าม การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มที่จะยังคงซบเซา เนื่องจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงยังคงจำกัดกำลังซื้อ แม้จะได้รับแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐและ อัตราดอกเบี้ยที่ลดลงก็ตาม
ปัจจัยภายนอกมีแนวโน้มที่จะเอื้อต่อเศรษฐกิจมากขึ้นในระยะต่อไป ราคาน้ำมันที่ลดลง จะช่วยลดมูลค่าการนำเข้าเชื้อเพลิง ในขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ และการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยียังคงฟื้นตัวต่อไป อย่างไรก็ตาม ดุลการค้ามีแนวโน้มที่จะขาดดุลต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 เนื่องจากความต้องการนำเข้าสินค้าทุน วัตถุดิบ และสินค้าขั้นกลางที่ยังแข็งแกร่ง จะทำให้การนำเข้ายังคงขยายตัวในระดับสูง
* ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับลดลงเล็กน้อย
ทริสเรทติ้ง คาดว่าราคาน้ำมันจะปรับลดลง ตามความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทยอยคลี่คลาย และภาวะอุปทานที่ปรับดีขึ้น โดยทริสเรทติ้งได้ปรับลดสมมติฐานราคาน้ำมันเฉลี่ยปี 2569 ลงเป็น 90 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล จากเดิม 93 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล พร้อมทั้งตั้งสมมติฐานปี 2570 ไว้ที่ 80 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล ซึ่งการปรับประมาณการดังกล่าว สะท้อนความคาดหวังว่าการเจรจาหยุดยิงในตะวันออกกลาง จะมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง และภาวะอุปทานตึงตัวที่น้อยกว่าคาด
นอกจากนี้ การชะลอตัวของอุปสงค์ทั่วโลก ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา และราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง จะช่วยลดแรงกดดันต่อตลาดน้ำมัน ในขณะเดียวกัน ปริมาณการผลิตน้ำมันของ OPEC+ ได้ฟื้นตัวขึ้น 14% จากระดับต่ำสุดในเดือนพฤษภาคมมาอยู่ที่ 34.5 ล้านบาร์เรล/วัน ในเดือนกรกฎาคม 2569 ซึ่งช่วยเพิ่มอุปทานในตลาด แม้ระดับการผลิตจะยังคงต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดความขัดแย้งก็ตาม
อุปทานน้ำมันที่ตึงตัวน้อยกว่าคาด ช่วยลดแรงกดดันต่อราคาน้ำมัน แม้ปริมาณน้ำมันสำรองจะลดลงเฉลี่ย 2.7 ล้านบาร์เรล/วันในช่วงเดือนมีนาคม-กรกฎาคม แต่ปริมาณน้ำมันสำรองทั่วโลก ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าประมาณการในช่วงก่อนหน้านี้โดยอยู่ที่ประมาณ 7.9 พันล้านบาร์เรล ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า อุปทานน้ำมันมีความยืดหยุ่นมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ในช่วงก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงกดดันแนวโน้มราคาน้ำมัน ทั้งนี้ ความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น อาจกระทบต่อการขนส่งน้ำมัน รวมทั้งเพิ่มภาวะอุปทานตึงตัว และเร่งการลดลงของน้ำมันคงคลัง ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับเพิ่มสมมติฐานราคาน้ำมันของทริสเรทติ้ง
* การลงทุนภาคเอกชน เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก
การลงทุนภาคเอกชน มีแนวโน้มที่จะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสําคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจจนถึงปี 2570 ทริสเรทติ้ง คาดว่าโครงการลงทุนที่ได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุน จะทยอยเปลี่ยนไปเป็นการใช้จ่ายลงทุนจริงในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มูลค่าการอนุมัติส่งเสริมการลงทุน เพิ่มขึ้น 45% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน โดยมีแรงหนุนหลักจากอุตสาหกรรมดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์
ทั้งนี้ เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ คิดเป็น 93% ของมูลค่าคําขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งสะท้อนว่านักลงทุนยังมีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มการเติบโตในระยะยาวของประเทศไทย
แนวโน้มการลงทุนล่าสุด สะท้อนการขยายตัวของภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 13.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากการใช้จ่ายด้านเครื่องจักรอุตสาหกรรม อุปกรณ์สำนักงาน และยานพาหนะที่เพิ่มขึ้น
ความเชื่อมั่นทางธุรกิจปรับตัวดีขึ้น โดยสะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในระยะ 3 เดือนข้างหน้า ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 50.7 ในเดือนกรกฎาคม 2569 ซึ่งสะท้อนมุมมองในเชิงบวกที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับโอกาสในการลงทุน แนวโน้มดังกล่าว บ่งชี้ว่าการลงทุนภาคเอกชนยังมีแนวโน้มที่จะยังคงแข็งแกร่ง แม้การบริโภคภาคเอกชนจะยังคงอ่อนแออย่างต่อเนื่องก็ตาม
* การบริโภคภาคเอกชน ยังมีแนวโน้มอ่อนแอ
การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มที่จะยังคงซบเซาในระยะใกล้ ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เป็น 51.8 ในเดือนกรกฎาคม 2569 จาก 49.5 ในเดือนพฤษภาคม 2569 หลังจากมีโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นอย่างมาก เนื่องจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ยังคงกดดันอุปสงค์ของภาคครัวเรือน ส่งผลให้การปรับตัวที่ดีขึ้นของความเชื่อมั่นในช่วงที่ผ่านมา ไม่น่าจะนําไปสู่การฟื้นตัวอย่างยั่งยืนของการใช้จ่ายเพื่อการบริโภค
หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ยังคงกดดันการใช้จ่ายของผู้บริโภคต่อไป อัตราส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยยังคงอยู่ในระดับสูงที่ประมาณ 87% ในปี 2568 แม้จะลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้าก็ตาม โดยอัตราส่วนดังกล่าว ยังคงอยู่ในระดับสูงที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอาเซียนอื่น ๆ ซึ่งเป็นปัจจัยจํากัดความสามารถของครัวเรือนในการเพิ่มการบริโภค แม้อัตราดอกเบี้ยที่ลดลงจะช่วยลดภาระการชําระหนี้ แต่ครัวเรือนจํานวนมาก ยังคงให้ความสําคัญกับการชําระคืนหนี้ และมีความสามารถจํากัดในการก่อหนี้เพิ่มเติม ดังนั้น การบริโภคจึงมีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้อย่างจํากัดในระยะปานกลาง
โครงการไทยช่วยไทยพลัส น่าจะช่วยพยุงการบริโภคได้ในระยะสั้น โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี2569 อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมมีแนวโน้มอยู่ในระดับจํากัด โดย ณ เดือนสิงหาคม 2569 การใช้จ่ายสะสม ภายใต้โครงการอยู่ที่ 1.236 แสนล้านบาท โดยเป็นส่วนที่ผู้เสียภาษีร่วมจ่าย 5.26 หมื่นล้านบาท ในขณะที่ภาครัฐสนับสนุน จํานวน 7.1 หมื่นล้านบาท ในการนี้ มีการใช้เงินสนับสนุนจากภาครัฐไปแล้ว 59% ของวงเงินงบประมาณจํานวน 1.2 แสนล้านบาท
* ดุลการค้าอาจขาดดุลต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า
ดุลการค้าของไทยมีแนวโน้มขาดดุลต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 และจะทยอยปรับตัวดีขึ้นในระยะปานกลาง ความต้องการนําเข้าสินค้าทุน วัตถุดิบ และสินค้าขั้นกลางที่แข็งแกร่ง มีแนวโน้มที่จะทําให้การนําเข้ายังคงขยายตัวในระดับสูง ในขณะที่ราคาน้ำมันที่ลดลง จะช่วยลดมูลค่าการนําเข้าเชื้อเพลิง วัฏจักรการลงทุนในปัจจุบันคาดว่าน่าจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตและความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก
ทั้งนี้ ดุลการค้าของไทย ขาดดุลอยู่ที่ 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 และอาจขาดดุลเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สําหรับทั้งปี อย่างไรก็ตาม การเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอลง ตลอดจนอุปสงค์จากตลาดส่งออกสําคัญที่ชะลอตัวลง หรือราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นอีกครั้ง อาจทําให้ดุลการค้าขาดดุลมากยิ่งขึ้น
การนําเข้าที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันการขยายตัวของการนําเข้าสินค้า โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 การนําเข้าสินค้าของไทยขยายตัว 38% ซึ่งสูงกว่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้น 18% อย่างมีนัยสําคัญ โดยการนําเข้าสินค้าทุน เพิ่มขึ้น 35% ในขณะที่การนําเข้าวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง เพิ่มขึ้น 50% ซึ่งสอดคล้องกับการลงทุน การผลิต และกิจกรรมการส่งออกที่แข็งแกร่งขึ้น แนวโน้มดังกล่าว สะท้อนถึงการขยายตัวของภาคธุรกิจที่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง และอุปสงค์ด้านการผลิตที่เพิ่มขึ้น
ราคาพลังงานที่สูงขึ้น ยังทําให้มูลค่าการนําเข้าเพิ่มขึ้นด้วย ประเทศไทยมีการนําเข้าเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น 40% ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ตามราคาน้ำมันโลกที่ปรับสูงขึ้น หลังจากเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การเพิ่มขึ้นของการนําเข้าเชื้อเพลิงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มแรงกดดันต่อการนําเข้า และทําให้ดุลการค้าขาดดุลมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่ลดลงน่าจะช่วยชะลอมูลค่าการนําเข้าเชื้อเพลิงในระยะต่อไป
การส่งออกที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี น่าจะยังคงช่วยสนับสนุนการเติบโตของการส่งออกจนถึงปี 2570 ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักร เพิ่มขึ้น 56% และ 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนตามลําดับ นอกจากนี้ การส่งออกยังได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งจากสหรัฐฯ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และอาเซียนด้วย โดยความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี จะช่วยสนับสนุนการส่งออกให้ยังคงขยายตัวได้ต่อไป
* การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นในปี 2570
จํานวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในปี 2570 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวที่กระจายตัวมากขึ้น ทั้งในตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้ และระยะไกล ทริสเรทติ้ง คาดว่าจํานวนนักท่องเที่ยวในประเทศไทย จะอยู่ที่ 34.3 ล้านคนในปี 2570 โดยเอเชีย จะยังคงเป็นแหล่งนักท่องเที่ยวหลัก ซึ่งนําโดยจีน ในขณะที่นักท่องเที่ยวระยะไกล มีแนวโน้ม
ฟื้นตัวเพิ่มเติม เมื่อค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับสู่ภาวะปกติ โดยที่ปัจจัยรบกวนด้านการเดินทางลดลง และการเชื่อมต่อเที่ยวบินระหว่างประเทศปรับตัวดีขึ้น
ต้นทุนการเดินทาง และสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสําคัญต่อแนวโน้มการท่องเที่ยว ค่าโดยสารเครื่องบิน หรือราคาน้ำมันที่สูงขึ้น อาจกดดันอุปสงค์และทําให้การฟื้นตัวชะลอลง ดังเช่นที่เกิดขึ้นในช่วงราคา
น้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในช่วงต้นปี 2569 ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง และการปิดน่านฟ้าอาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางระยะไกลเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เส้นทางที่ต้องพึ่งพาศูนย์กลางการต่อเครื่องในอ่าวอาหรับ ส่วนการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวไทยนั้น ขึ้นอยู่กับค่าโดยสารเครื่องบินที่เข้าถึงได้ และจํานวนเที่ยวบินที่เพียงพอ
โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน





