
ราคาทองแดงปรับตัวลงในช่วงเช้าวันนี้ (14 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่า ตัวเลขเงินเฟ้อที่สูงเกินคาดของสหรัฐฯ อาจกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย นอกจากนี้ การแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ยังเป็นปัจจัยลบต่อราคาทองแดงและโลหะประเภทอื่น ๆ
สัญญาทองแดงในตลาดโลหะลอนดอน (LME) ปรับตัวลดลง 0.3% แตะที่ระดับ 14,193 ดอลลาร์ต่อตัน เมื่อเวลา 10.05 น. ตามเวลาสิงคโปร์ในวันนี้ ขณะที่ราคาแร่สังกะสีลดลง 0.7% และราคาแร่เหล็กปรับตัวลง 0.4% สู่ระดับ 97 ดอลลาร์ต่อตัน ซึ่งเป็นการปรับตัวลงติดต่อกันวันที่สี่
กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ (11 ก.ย.) ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (Headline CPI) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 3.4% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายปี หลังจากปรับตัวขึ้น 3.4% เช่นกันในเดือนก.ค. ขณะที่ดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 2.4% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายปี หลังจากปรับตัวขึ้น 2.5% ในเดือนก.ค.
เครื่องมือ FedWatch ของ CME Group ระบุว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 86% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันที่ 15-16 ก.ย. และจะปรับขึ้นอีกในปีนี้
ทั้งนี้ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมปรับตัวสูงขึ้น และอาจทำให้ความต้องการใช้โลหะต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงทองแดง ชะลอตัวลง
ก่อนหน้านี้ ราคาทองแดงพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้แรงหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะบังคับใช้มาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าทองแดงแปรรูป ส่งผลให้เทรดเดอร์เร่งจัดส่งทองแดงไปยังสหรัฐฯ ล่วงหน้าเพื่อทำกำไรจากราคาในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดมีรายงานว่าทำเนียบขาวกำลังพิจารณาทบทวนแผนเรียกเก็บภาษีนำเข้าทองแดงแปรรูปที่เคยส่งสัญญาณไว้ก่อนหน้านี้ เนื่องจากกังวลว่าเงินเฟ้อในระดับสูงจะเพิ่มต้นทุนให้กับภาคการผลิต ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม
โดย ตนุพัฒน์ ปิยะรัตน์/รัตนา พงศ์ทวิช





