Smart Green ถอดรหัส … กฎหมายเพื่อความยั่งยืน: โลกกำลังเดินหน้าสู่ “พลาสติกชีวภาพ” แต่กฎหมายภาษีเอทานอลไทยยังตามไม่ทัน

ในวันที่ทั่วโลกพยายามลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและลดการปล่อยคาร์บอน “พลาสติกชีวภาพ” (Bioplastics) กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะอาจเป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญที่จะช่วยลดคาร์บอนในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลาสติก

เรื่องนี้น่าสนใจสำหรับประเทศไทยเป็นพิเศษ เพราะไทยมีทั้งอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขนาดใหญ่ มีวัตถุดิบทางการเกษตรอย่างอ้อยและมันสำปะหลัง และยังมีฐานการผลิตพลาสติกชีวภาพอยู่แล้ว

แต่คำถามสำคัญคือ ในขณะที่หลายประเทศกำลังสร้างกฎหมายและมาตรการเพื่อผลักดันอุตสาหกรรมนี้ กฎระเบียบและโครงสร้างภาษีของไทยกำลังเดินไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่

รายงาน Climate Club Financial Toolkit 2026 Update ของ OECD ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายน 2026 ช่วยให้เราเห็นภาพเรื่องนี้ชัดขึ้น เพราะส่วนหนึ่งของรายงานนำประเทศไทยมาใช้เป็นกรณีศึกษาในการวิเคราะห์การผลิต Bio-Ethylene ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิตพลาสติกจากชีวมวล

*จากบราซิลถึงยุโรป: พลาสติกชีวภาพกำลังเดินหน้าอย่างไร

  • บราซิล: เมื่อเอทานอลจากอ้อยกลายเป็นพลาสติก

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือบราซิล Braskem บริษัทปิโตรเคมีรายใหญ่ของบราซิล เป็นผู้บุกเบิกการผลิต Bio-ethylene เชิงพาณิชย์ โดยนำ Bioethanol ที่ผลิตจากอ้อย มาเปลี่ยนเป็น Ethylene และนำไปผลิต Polyethylene ต่ออีกทอดหนึ่ง

จุดสำคัญคือ พลาสติกที่ได้มีคุณสมบัติทางเคมีเหมือน Polyethylene ที่ผลิตจากปิโตรเลียม จึงสามารถนำไปใช้งานและรีไซเคิลในระบบเดิมได้ โดยไม่จำเป็นต้องสร้างระบบอุตสาหกรรมขึ้นมาใหม่ทั้งหมด

ปัจจุบัน Braskem มีกำลังการผลิต Bio-Ethylene ในบราซิลประมาณ 260,000 ตันต่อปี ความได้เปรียบของบราซิลจึงไม่ได้มาจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากการมี อุตสาหกรรมเอทานอลขนาดใหญ่และวัตถุดิบที่มีต้นทุนแข่งขันได้

  • สหภาพยุโรป: ใช้กฎหมายสร้างตลาดสำหรับวัสดุสีเขียว

อีกด้านหนึ่ง สหภาพยุโรปกำลังใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือผลักดันการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์

กฎหมาย Packaging and Packaging Waste Regulation หรือ PPWR (Regulation (EU) 2025/40) เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2026 โดยกำหนดมาตรการหลายด้าน ตั้งแต่การออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สามารถรีไซเคิลได้ ไปจนถึงการกำหนดสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลในบรรจุภัณฑ์พลาสติกบางประเภท

สิ่งที่น่าจับตาต่อไปคือบทบาทของ วัสดุจากชีวมวลหรือ Bio-Based Materials ว่าจะเข้ามาเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการลดการพึ่งพาวัตถุดิบฟอสซิลได้มากเพียงใด

แนวคิดสำคัญจึงเริ่มขยับจากเพียงคำว่า “ลดคาร์บอน” ไปสู่คำว่า “Defossilisation” หรือการลดการพึ่งพาคาร์บอนจากฟอสซิลตั้งแต่ต้นทาง

*ปัญหาใหญ่ยังคงเป็น “ต้นทุน”

แม้เทคโนโลยีจะมีอยู่แล้ว แต่ OECD ชี้ให้เห็นปัญหาสำคัญอย่างตรงไปตรงมา นั่นคือ พลาสติกชีวภาพยังมีต้นทุนสูงกว่าพลาสติกจากฟอสซิล

ในแบบจำลองของ OECD ต้นทุนการผลิต Bio-Ethylene สูงกว่า Ethylene แบบเดิมมากกว่าสามเท่า ขณะที่ PLA หรือ Polylactic Acid มีต้นทุนประมาณ 2.6 เท่าของพลาสติกอ้างอิงในแบบจำลอง

สาเหตุสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวโรงงานเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ ราคาวัตถุดิบ โดยเฉพาะ Bioethanol สำหรับ Bio-Ethylene และ Lactic Acid สำหรับ PLA

อย่างไรก็ตาม ช่องว่างของต้นทุนนี้ไม่ได้หมายความว่าเทคโนโลยีดังกล่าวไม่มีอนาคต สิ่งที่ OECD เสนอคือ รัฐสามารถใช้มาตรการหลายรูปแบบร่วมกันเพื่อลดช่องว่างดังกล่าว เช่น มาตรการภาษี เงินสนับสนุนการลงทุน เครื่องมือทางการเงิน และการสร้างตลาดที่ผู้ซื้อยอมจ่าย “Green Premium” สำหรับผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ

*แล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหน?

ประเทศไทยไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ ไทยมีอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขนาดใหญ่ และ OECD ระบุว่าไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิต Bioplastics ที่สำคัญของโลก

ที่สำคัญ Braskem และ SCG Chemicals ยังมีแผนพัฒนาโครงการผลิต Bio-Ethylene ในประเทศไทยขนาดประมาณ 200,000 ตันต่อปี ซึ่ง OECD ระบุไว้ในรายงานว่ามีเป้าหมายเริ่มการผลิตในปี 2027 หากเกิดขึ้นตามแผน โครงการนี้จะทำให้ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นในห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพระดับโลก

แต่ปัญหาที่น่าสนใจคือ ในขณะที่ไทยกำลังดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต กฎบางส่วนของเราอาจยังถูกออกแบบมาสำหรับเศรษฐกิจในอดีต

*เมื่อ “เอทานอล” เปลี่ยนบทบาท แต่กฎหมายยังตามไม่ทัน    

ที่ผ่านมา เมื่อพูดถึงเอทานอลในประเทศไทย เรามักคิดถึงสองเรื่องเป็นหลัก คือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ เชื้อเพลิงชีวภาพ

แต่ในอุตสาหกรรมใหม่ เอทานอลสามารถมีบทบาทอีกแบบหนึ่ง คือเป็น วัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีชีวภาพ

นี่คือจุดที่กฎระเบียบไทยเริ่มเกิดปัญหา OECD ระบุว่า ความสามารถในการแข่งขันของ Bio-Ethylene ในประเทศไทยถูกกระทบจากทั้ง ภาษีสรรพสามิตสำหรับเอทานอลที่ผลิตในประเทศ และ อากรขาเข้าสำหรับเอทานอลนำเข้า

สำหรับเอทานอลที่ผลิตในประเทศ OECD ระบุอัตราภาษีสรรพสามิตที่ 6 บาทต่อลิตร และเสนอว่าควรพิจารณาปรับกฎที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เอทานอลที่นำไปใช้ผลิตพลาสติกชีวภาพสามารถใช้อัตราภาษีเป็นศูนย์ได้

นอกจากนี้ OECD ยังชี้ถึงข้อจำกัดด้านใบอนุญาตและกฎเกี่ยวกับการผลิตและจำหน่ายแอลกอฮอล์ ซึ่งจำเป็นต้องปรับให้รองรับการนำเอทานอลไปใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพด้วย

นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่อง “ลดภาษีให้อุตสาหกรรม” แต่เป็นคำถามพื้นฐานว่า เรายังควรมองเอทานอลทุกลิตรผ่านกรอบกฎหมายแบบเดียวกันหรือไม่ เมื่อเอทานอลบางส่วนไม่ได้ถูกนำไปดื่มหรือเผาเป็นเชื้อเพลิง แต่ถูกนำไปผลิตเป็นวัตถุดิบอุตสาหกรรมสีเขียว

*ปัญหาอาจไม่ใช่ไม่มีนโยบาย แต่เป็น “นโยบายยังไม่คุยกันเอง”

ประเทศไทยประกาศสนับสนุน BCG Economy ส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมสีเขียว และต้องการเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตร

ในอีกด้านหนึ่ง ไทยก็มีอ้อย มีมันสำปะหลัง มีผู้ผลิตเอทานอล และมีอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่แข็งแรงอยู่แล้ว

ทั้งหมดนี้ดูเหมือนจะต่อกันได้พอดี เกษตรกรรม → เอทานอล → Bio-Ethylene → พลาสติกชีวภาพ → ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง

แต่หากเอทานอลที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบในกระบวนการนี้ยังต้องเผชิญกับภาษีและข้อจำกัดที่ถูกออกแบบมาสำหรับวัตถุประสงค์อื่น ต้นทุนของอุตสาหกรรมใหม่ก็จะสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น นี่จึงเป็นตัวอย่างของปัญหาที่อาจเรียกได้ว่า นโยบายยังไม่คุยกันเอง”

ด้านหนึ่งรัฐส่งเสริมให้เกิดการลงทุน แต่อีกด้านหนึ่งกฎระเบียบเดิมกลับเพิ่มต้นทุนให้กับการลงทุนที่รัฐกำลังพยายามส่งเสริม

*ถ้าไทยต้องการเป็นศูนย์กลาง Bioplastics ต้องทำอะไรบ้าง?

บทเรียนจากต่างประเทศและข้อเสนอของ OECD ชี้ให้เห็นว่า การสร้างอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพไม่สามารถอาศัยมาตรการเพียงด้านเดียวได้ อย่างน้อยต้องมีสามส่วนเดินไปพร้อมกัน

  • สร้างตลาด: หากไม่มีผู้ซื้อ ผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำที่มีต้นทุนสูงกว่าอาจแข่งขันได้ยาก รัฐจึงอาจต้องพิจารณากลไกที่ช่วยสร้างอุปสงค์ เช่น มาตรฐาน การจัดซื้อสีเขียว หรือเป้าหมายการใช้วัสดุคาร์บอนต่ำในบางผลิตภัณฑ์
  • ทำให้วัตถุดิบแข่งขันได้: สำหรับประเทศไทย ประเด็นสำคัญคือการทบทวนภาษีและกฎระเบียบที่ใช้กับ Bioethanol เมื่อถูกนำมาใช้เป็น Industrial Feedstock แทนการนำไปใช้เป็นเครื่องดื่มหรือเชื้อเพลิง
  • การปรับกฎตรงจุดนี้อาจมีประสิทธิภาพมากกว่าการที่รัฐต้องจ่ายเงินอุดหนุนจำนวนมากในภายหลัง
  • ใช้เครื่องมือทางการเงินให้เหมาะสม: อุตสาหกรรมใหม่มักมีต้นทุนและความเสี่ยงสูงในช่วงเริ่มต้น รัฐจึงสามารถใช้มาตรการหลายรูปแบบผสมกัน ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนเงินลงทุน การลดความเสี่ยงทางการเงิน สิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือกลไกราคาคาร์บอน เพื่อทำให้โครงการสามารถแข่งขันและดึงดูดเงินลงทุนได้

*ไทยมีวัตถุดิบ มีอุตสาหกรรม และมีนักลงทุนแล้ว

ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบหลายอย่างที่หลายประเทศไม่มี เรามีอ้อยและมันสำปะหลัง เรามีอุตสาหกรรมเอทานอล  เรามีฐานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีระดับภูมิภาค เรามีความสามารถในการผลิตพลาสติกชีวภาพ และเรามีนักลงทุนระดับโลกที่มองเห็นศักยภาพของประเทศไทย

ดังนั้น คำถามสำคัญ คือ กฎหมายและนโยบายของไทยจะปรับตัวได้เร็วพอที่จะไม่ทำให้เราพลาดโอกาสนี้หรือไม่?” เพราะบางครั้ง การผลักดันอุตสาหกรรมสีเขียวอาจไม่ได้เริ่มจากการคิดมาตรการอุดหนุนใหม่ แต่อาจเริ่มจากการกลับมาดูว่า กฎเก่าข้อใดกำลังสร้างต้นทุนให้กับเศรษฐกิจใหม่โดยไม่จำเป็น

โดย ดุษดี ดุษฎีพาณิชย์

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ESG การค้าการลงทุน และอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ