พรรคส้ม ลุยต่อ! ยื่นฟ้อง ม.157 กกต.ไม่ส่งฟันนักการเมืองเอี่ยวโกงเลือกสว. เล็งเปิดศึกซักฟอกรัฐบาล

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงภายหลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกงเลือก สว. บางส่วนเพียง 77 คน ว่า คดีโกงเลือก สว. นับเป็นหนึ่งในมหากาพย์การโกงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ซึ่งเกิดขึ้นจากความพยายามของกลุ่มการเมืองกลุ่มหนึ่ง ที่ต้องการกินรวบประเทศและควบคุมสถาบันทางการเมือง ผ่านกระบวนการที่ขัดต่อกฎหมาย และไม่ยึดโยงกับประชาชน

การที่ กกต. มีมติเสียงข้างมากในการสั่งฟ้องเพียงแค่ส่วนน้อย ของผู้ที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 ของ กกต. เห็นว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการโกงเลือก สว. โดยเป็นการสั่งฟ้อง สว.ทั้งหมดเพียง 26 คน และไม่มีการสั่งฟ้องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (รัฐมนตรี, สส., กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย) แม้แต่คนเดียว นั้น

ถือว่ามติดังกล่าว เป็นการตัดตอนให้เรื่องของผู้ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่ ไม่ถูกพิสูจน์ในชั้นศาลฎีกา ทั้งที่หลักฐานเกี่ยวกับขบวนการโกง สว. ที่ถูกกล่าวหา (เช่น โพยใบสั่ง, สถิติบัตรลงคะแนน, เส้นทางการเงิน, คลิปเสียง, หลักฐานการนัดหมายตามศูนย์ทำโพย, ประวัติการโทรศัพท์) บ่งชี้ว่าการกระทำความผิดที่เกิดขึ้น เป็นการกระทำในรูปแบบของขบวนการ ที่จะต้องไม่ตัดทอน แบ่งแยก หรือสั่งฟ้องเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยพิจารณาแต่ละเหตุการณ์แยกขาดจากกัน

นอกจากนี้ หลักฐานดังกล่าว ยังมีความชัดเจนกว่าหลักฐานในคดีเกี่ยวกับการเลือก สว. ก่อนหน้านี้ ที่ กกต. เคยมีมติสั่งฟ้องไปที่ศาล แม้มีหลักฐานเพียงข้อความจับคู่-แลกคะแนนกันผ่านทาง LINE แค่ไม่กี่ข้อความ

“กระบวนการในการโกงเลือก สว. ครั้งนี้ มันเป็นขบวนการที่ใหญ่มาก วันนี้ กกต. มีมติไม่ส่งฟ้องไปยังศาลต่อในส่วนของผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเลย แปลว่า กกต. กำลังเชื่อใช่ไหม ว่าการจัดตั้งกระบวนการการโกงเลือก สว. ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ไม่มีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น” นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ด้วยเหตุผลดังกล่าว พรรคประชาชนจึงเห็นว่า การใช้ดุลยพินิจในกรณีนี้ของ กกต. เข้าข่ายเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักกฎหมาย และมาตรฐานของ กกต.เองในอดีต ถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเป็นการกระทำ หรือละเว้นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับสถานะของ กกต. จำนวน 4 จาก 7 คน ที่เข้าสู่ตำแหน่งจากการรับรองของ สว. ชุดปัจจุบัน ยังอาจถูกมองได้ว่า การใช้ดุลยพินิจของ กกต. เสียงข้างมากนั้น เป็นการต่างตอบแทนกันทางการเมืองกับผู้มีอำนาจทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับขบวนการโกง สว.

“มติของ กกต. ในวันนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการปล่อยให้ผู้ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่ ในคดีโกง สว. ไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามที่ควรจะเป็น ทว่ายังตอกย้ำถึงปัญหาขององค์กรอิสระ ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ที่ไม่สามารถดำเนินการอย่างเป็นอิสระ จากการถูกแทรกแซงทางการเมือง แต่กลับเป็นอิสระจากการรับผิดรับชอบต่อประชาชน และหน้าที่ตามกฎหมาย” นายณัฐพงษ์ กล่าว

ดังนั้น เพื่อเป็นการผลักดันให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการโกงเลือก สว. ต้องรับผิดทางกฎหมาย และเพื่อฟื้นฟูกลไกตรวจสอบถ่วงดุลในระบอบประชาธิปไตย พรรคประชาชน จะดำเนินการดังต่อไปนี้

1. ดำเนินการ และสนับสนุนการดำเนินการทางกฎหมายกับ กกต. ในฐานความผิด ปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา และกระทำการหรือละเว้นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง

2. ดำเนินการและสนับสนุนการดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อให้หลักฐานเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกง สว. ที่ยังไม่ถูกสั่งฟ้องโดย กกต. ได้รับการพิจารณาในชั้นศาล

3. ตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับคดีโกง สว. ผ่านกลไกรัฐสภา (เช่น การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ) และผ่านการรณรงค์ในสังคม เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบทางการเมืองตามวิถีทางประชาธิปไตย

4. ผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ เพื่อจำกัดอำนาจที่ไม่ชอบธรรมของวุฒิสภา และปฏิรูปองค์กรอิสระให้มีประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความชอบธรรมทางประชาธิปไตย รวมถึงการเพิ่มอำนาจให้แก่ประชาชนในการริเริ่มกระบวนการตรวจสอบ และถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ

5. เดินหน้าผลักดันการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามผลประชามติเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ด้วยสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน-ผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ โดยไม่มีการเพิ่มอำนาจหรือเงื่อนไขพิเศษให้ สว.สามารถขัดขวางเจตจำนงของประชาชนได้

นายณัฐพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า พรรคประชาชน พร้อมดำเนินการทุกช่องทาง โดยแต่ละช่องทาง มีรายละเอียดแตกต่างกัน รวมถึงประเด็นว่าใครเป็นผู้เสียหายโดยตรง ทีมกฎหมายของพรรค จะให้ความชัดเจนว่าจะดำเนินการผ่านช่องทางใด และเมื่อใดในเร็วๆ นี้

ส่วนการตรวจสอบผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า ได้รับทราบข้อมูลว่าอาจมีความพยายามใช้อำนาจของประธานรัฐสภา ตีกรอบการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เช่น จำกัดให้อภิปรายเฉพาะเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงรัฐบาลปัจจุบัน ทั้งที่การอภิปรายไม่ไว้วางใจในอดีต สามารถอภิปรายถึงคุณสมบัติ และประวัติที่ไม่โปร่งใสของรัฐมนตรีแต่ละคนได้ ดังนั้น จึงขอให้ประชาชนร่วมกันติดตามว่า รัฐบาลพร้อมเปิดให้ฝ่ายค้านใช้กลไกอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่หรือไม่

โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์