ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันอังคาร (15 ก.ย.) เนื่องจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังคงเป็นปัจจัยกดดันตลาด ขณะที่นักลงทุนจับตาผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันนี้อย่างใกล้ชิด โดยมีกระแสคาดการณ์เป็นวงกว้างว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้
- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] ปิดที่ 52,093.11 จุด ลดลง 328.09 จุด หรือ -0.63%
- ดัชนี S&P500 [SP500.X] ปิดที่ 7,585.73 จุด ลดลง 34.25 จุด หรือ -0.45%
- ดัชนี Nasdaq [NASDAQ.X] ปิดที่ 25,981.57 จุด ลดลง 204.84 จุด หรือ -0.78%
ดัชนีหลักทั้ง 3 ดัชนีปรับตัวลงต่อเนื่องจากเมื่อวันจันทร์ (14 ก.ย.) เนื่องจากการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและราคาน้ำมันส่งผลให้นักลงทุนพากันหลีกเลี่ยงการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
ราคาน้ำมัน WTI [WTI.X] พุ่งขึ้น 4.38% และราคาน้ำมันเบรนท์ [BRENT.X] พุ่งขึ้น 2.90% โดยราคาน้ำมันทั้งสองประเภทยังคงปิดที่เหนือระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรลในวันอังคาร์ และต่างก็ปิดที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค. ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ดีดตัวขึ้นแตะระดับ 5.041% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 19 ปีหรือนับตั้งแต่ปี 2550 ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหลังเสร็จสิ้นการประชุมในวันนี้ (16 ก.ย.) ตามเวลาสหรัฐ
ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีถือเป็นเป็นอัตราอ้างอิงการกำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อรถยนต์ และหนี้บัตรเครดิต ซึ่งการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรประเภทดังกล่าวจะส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมปรับตัวสูงขึ้นและสร้างกังวลเกี่ยวกับปัญหาหนี้สินของทั้งภาคธุรกิจและผู้บริโภค
นักวิเคราะห์จากบริษัท Chase Investment Counsel กล่าวว่า การพุ่งขึ้นของราคาเชื้อเพลิง โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล ทำให้ตลาดวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อและคาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้อย่างแน่นอน นอกจากนี้ บรรยากาศการซื้อขายยังคงถูกกดดันจากการที่ผู้บริหารของบริษัทเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) หลายรายได้ออกมาเตือนให้ชะลอการพัฒนาขีดความสามารถของ AI เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของเทคโนโลยีดังกล่าว
ด้านนักวิเคราะห์จากบริษัท Murphy & Sylvest มองว่า เฟดอาจจะไม่ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแค่ครั้งเดียวแล้วจบ แต่จะปรับขึ้นต่อเนื่องอีกหลายครั้ง เนื่องจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันเป็นสาเหตุของปัญหาเงินเฟ้อ
เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า ขณะนี้นักลงทุนให้น้ำหนักมากถึง 94.5% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% หลังเสร็จสิ้นการประชุมในวันนี้ เพื่อรับมือกับเงินเฟ้อที่เป็นผลมาจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน
นอกเหนือจากอัตราดอกเบี้ยแล้ว นักลงทุนยังจับตารายงานคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) ของเจ้าหน้าที่เฟดในการประชุมครั้งนี้ รวมทั้งการเปิดเผยตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งได้แก่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อัตราว่างงาน และอัตราเงินเฟ้อ
หุ้น 9 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนลบ นำโดยหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยร่วงลง 1.76% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคร่วงลง 1.2% ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้นมากที่สุด โดยพุ่งขึ้น 2.26% ตามด้วยหุ้นกลุ่มวัสดุปรับตัวขึ้น 0.37%
สำหรับหุ้นรายตัวนั้น หุ้น Waystar ซึ่งเป็นบริษัทซอฟต์แวร์ด้านการดูแลสุขภาพ ดีดตัวขึ้น 7.1% หลังจากสื่อรายงานว่าทางบริษัทกำลังพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ รวมถึงความเป็นไปได้ในการขายกิจการ
ขณะที่หุ้นบริษัทคริปโทเคอร์เรนซีร่วงลงตามราคาบิตคอยน์ หลังจากวุฒิสภาสหรัฐฯ ไม่ผ่านร่างกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัลฉบับครอบคลุม ทั้งนี้ หุ้น Coinbase ร่วงลง 10.1% และหุ้น Strategy ร่วงลง 5.4%
โดย รัตนา พงศ์ทวิช





