ดาวโจนส์ดิ่งกว่า 400 จุด บอนด์ยีลด์ทุบตลาด

ณ เวลา 21.10 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] ลบ 407.71 จุด หรือ 0.78% สู่ระดับ 52,013.49 จุด

ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นอัตราอ้างอิงสำหรับการกำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อรถยนต์ และหนี้บัตรเครดิต พุ่งขึ้นแตะ 5.041% ในวันนี้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2550 ขณะที่นักลงทุนพากันเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ก่อนการประชุมเฟดในสัปดาห์นี้ ท่ามกลางการคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้

การปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ใช้อ้างอิงในการกำหนดราคาของตราสารหนี้ทั่วโลก ซึ่งรวมถึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองของสหรัฐ จะทำให้ผู้บริโภคมีเงินสำหรับการใช้จ่ายลดน้อยลง และบริษัทต่างๆจะเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นจากการชำระหนี้ ทำให้บริษัทเหล่านี้ลดการลงทุน และลดการจ่ายเงินปันผลแก่นักลงทุน

ตลาดจับตาการประชุมนโยบายการเงินของเฟดในวันที่ 15-16 ก.ย. รวมทั้งถ้อยแถลงของนายเควิน วอร์ช ประธานเฟด

นอกจากนี้ นักลงทุนจับตารายงานคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) ของเจ้าหน้าที่เฟด และตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจสหรัฐ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อัตราว่างงาน และอัตราเงินเฟ้อ

ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 92.7% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันที่ 16 ก.ย. และให้น้ำหนัก 7.3% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมดังกล่าว

สำนักข่าว CNBC ทำการสำรวจนักวิเคราะห์เกี่ยวกับทิศทางนโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) พบว่า นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 2 ครั้งภายในช่วงเวลา 1 ปีข้างหน้า ขณะที่นักวิเคราะห์ประมาณ 1 ใน 3 คาดว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งหรือมากกว่านั้น

ผลสำรวจดังกล่าวถือเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมากจากเดือนที่แล้ว ซึ่งมีผู้ตอบแบบสำรวจเพียง 46% ที่คาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่ขณะนี้ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 86% และในจำนวนนี้ 55% คาดว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยมากกว่า 1 ครั้ง

นับตั้งแต่นายเควิน วอร์ช ประธานเฟด กล่าวสุนทรพจน์ที่ส่งสัญญาณการใช้นโยบายเข้มงวดทางการเงินในการประชุมที่แจ็กสันโฮลเมื่อเดือนที่แล้ว ราคาน้ำมันได้พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้เงินเฟ้อดีดตัวขึ้น และขณะนี้ผู้ตอบแบบสำรวจดูเหมือนจะเชื่อว่า ปัญหาเงินเฟ้อได้ขยายตัวออกไปมากกว่าราคาพลังงาน และจะไม่สามารถคลี่คลายได้เองหากเฟดไม่ดำเนินการใด ๆ

นายนีล ดัตตา หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจของ Renaissance Macro Research กล่าวว่า “ไม่มีข้อมูลใดที่บ่งชี้ว่าเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่เป้าหมายได้ในเร็ว ๆ นี้”

ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่จากทั้งหมด 29 คน ซึ่งประกอบด้วยนักเศรษฐศาสตร์ ผู้จัดการกองทุน และนักกลยุทธ์ เชื่อว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงปิดอย่างน้อยอีก 1 เดือน และราคาน้ำมันจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไปนานกว่า 6 เดือน

โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ